ข่าว

เทหมดหน้าตัก

เทหมดหน้าตัก

10 เม.ย. 2552

“ถ้าจบ ผมก็ทำ แต่มันไม่จบ” ถ้อยแถลงของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ยืนกรานว่า เมื่อถึงจุดนี้แล้ว การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของ ม็อบเสื้อแดง

 โดยเฉพาะหลังจากที่ม็อบเปลี่ยนยุทธวิธีจากปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล บ้านสี่เสาเทเวศร์ ก็เริ่มหันไปปิดล้อมที่นั่นที่นี่ จนสุดท้าย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 มุ่งหวังให้ความเดือดร้อน เคียดแค้น เพราะไม่สามารถเดินทางได้สะดวกไปกดดันรัฐบาลให้ทำตามเงื่อนไข

 นี่คือการยกระดับการชุมนุมที่รุนแรงขึ้น ตามที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงประกาศบนเวที

 แต่หลังการปิดอนุสาวรีย์ฯ จนเย็นย่ำ ต่างก็มั่นใจว่า นี่เป็นเพียงแค่ความรุนแรงระดับแรกของกลุ่มเสื้อแดงที่ท้าทายให้มีการใช้อำนาจรัฐ หรือกองทัพ เข้าจัดการกับการชุมนุมเพื่อเปิดไปสู่เกมใหม่

 เพราะหากปักหลักชุมนุมปิดล้อมจุดเดิมโดยไม่มีเสียงสะท้อนกลับมา คงไม่พ้น "กลับบ้านมือเปล่า" แน่นอน

 การปิดเส้นทางจราจรโดย "แท็กซี่" นำโดย "ชินวัตร หาบุญพาด" เจ้าเก่า ที่วิภาวดี ซอย 3 ปิดทุกถนนที่มุ่งสู่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ...กทม.ก็แทบจะเป็นอัมพาตในทันที

 แต่สถานการณ์ก็ยังคงอยู่ในระดับ "ยันกัน" ไว้เท่านั้น

 เพราะฝ่ายรัฐบาลก็รู้ดีว่า การเต้นไปตามจังหวะเคลื่อนไหวของม็อบ ก็คงจะเต้นกันไม่หยุด การขู่ใช้กฎหมายจัดการขั้นเด็ดขาดหากมีการใช้กฎหมู่ก่อจลาจล

 ถึงแม้จะเชื่อว่าเป็นคำขู่ แต่เมื่อ "แสงจ้าเห็นหน้าชัด" กลุ่มเสื้อแดงก็ทำได้แต่เพียงเรียกระดมพลมาจนเต็มลานอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 ซึ่งก็เป็นไปตามคาด !!

 แทนที่จะได้แนวร่วมเพิ่ม เสียงก่นด่าเพราะเดือดร้อนจากการที่ไม่สามารถใช้บริหารรถเมล์ รถตู้ ซึ่งอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก็คือศูนย์กลางการให้บริการรถเมล์ของกรุงเทพฯ

 เสียงก่นด่า ก็จะเป็นอีกแรงกดดันหนึ่งต่อแกนนำคนเสื้อแดง ที่จะต้องรักษาแนวร่วม...ถึงไม่ร่วม ก็ต้องไม่ให้ต้าน

 ตราบใดที่เป้าหมายให้รัฐบาลลาออก-ยุบสภา หรือใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมยังไม่บังเกิด

 สิ่งที่เป็นไปได้นับจากนี้ น่าเชื่อว่า ระดับความรุนแรงจะเขยิบเข้าไปใกล้เส้นสีแดงที่แหลมคมว่าจะเกิดเหตุปั่นป่วน จนกฎหมายไม่อาจบังคับใช้

 เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะระดับล่าง หรือระดับปฏิบัติเองก็ไม่ต้องการที่จะดำเนินการกับกลุ่มเสื้อแดงอยู่แล้ว

 ยิ่งค่ำมืด ก็ยิ่งทำให้คนเมืองหลวงตกอยู่ในเมฆหมอกแห่งความกลัว

 ภาพแก๊งมอร์เตอร์ไซค์ป่วนเมืองเหมือนเมื่อครั้งเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ยังติดตาฝังใจใครหลายคน

 การออกมาพูดจาแสดงความภาคภูมิใจของอดีตนายทหารที่ยอมรับหน้าชื่นตาบานว่ามีส่วนรับรู้ในความเคลื่อนไหวนอกกฎหมายที่ว่า เป็นสิ่งที่น่าตกใจและหวั่นเกรงว่าอดีตนายหทารผู้นี้ ยังกระหายเลือดอยู่อีกหรือไม่

 ถึงแม้ว่า กลุ่มเสื้อแดงประกาศจะย้ายการชุมนุมไปที่พัทยา ขัดขวางการประชุมอาเซียนบวก 3 และบวก 6

 แต่ข้อมูลในวอร์รูมรัฐบาลกลับวิเคราะห์แล้วความเป็นไปได้มีน้อยนิด

 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำนวนผู้ชุมนุมที่มีอยู่ในขณะนี้ ยากแก่การเคลื่อนย้าย และน่าจะเลือกใช้สมรถูมิเมืองหลวง โดยเฉพาะในจุดที่ล่อแหลม ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ย่านธุรกิจเพื่อเร่งเผด็จศึก มากกว่าจะปล่อยให้ยืดเยื้อ หรือไปปิดพัทยา เพื่อยุติการประชุม ซึ่งเท่ากับการทำร้ายประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 24 ชั่วโมงก่อนครบกำหนดการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงจึงเป็น 24 ชั่วโมงที่ยาวนาน

 ต่างฝ่ายต่างเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวกันตาไม่กะพริบ !

 ก็ในเมื่อเทจนหมดหน้าตักแล้ว จะกลับบ้านมือเปล่าได้อย่างไร ?