ข่าว

"มะแซ อุเซ็ง"โหมไฟใต้ต้านแผน"สานใจสู่สันติ"

"มะแซ อุเซ็ง"โหมไฟใต้ต้านแผน"สานใจสู่สันติ"

28 ก.พ. 2554

นับตั้งแต่เริ่มศักราช 2554 เป็นต้นมา น่าสังเกตว่ากลุ่มติดอาวุธใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้เร่งก่อเหตุความรุนแรงขึ้นอย่างขนานใหญ่ ทั้งการซุ่มโจมตีฐานทหาร การกราดยิงชาวบ้านมือเปล่า และการวางระเบิดครั้งใหญ่ในเขตเมืองที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง

 ชัดเจนจากสถิติของศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ซึ่งพบว่า แนวโน้มสถานการณ์ในช่วงปลายปี 2553 มาจนถึงต้นปี 2554 มีอัตราความถี่ และมีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

 เฉพาะเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2554 มีเหตุรุนแรงรวมทั้งสิ้น 77 ครั้ง หรือเฉลี่ยวันละ 1.9 เหตุการณ์ ซึ่งบ่งชี้ว่า มีจำนวนครั้งมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แถมเป้าหมายที่ถูกโจมตียังพุ่งไปที่เด็ก ผู้หญิงและคนชรามากขึ้นด้วย

 มีการวิเคราะห์กันว่า การเร่งก่อเหตุอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนแรกของปีก็เพื่อต้องการยกระดับความรุนแรงไปสู่การประชุมขององค์การการประชุมอิสลาม (โอไอซี) ที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคม เพื่อแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทยไม่สามารถคุ้มครองดูแลชีวิตประชาชนได้

 ทว่า พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กลับมองความรุนแรงที่ปะทุขึ้นในช่วงนี้ว่า เป็นความพยายามที่จะต่อต้านแนวทาง "สานใจสู่สันติ" ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดได้กลับเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อลดเงื่อนไขความรุนแรง

 โครงการสานใจสู่สันติเป็นแนวทางที่สอดรับกับ "มาตรา 21" แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งเป็นแนวนโยบาย "การเมืองนำการทหาร" เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้ง จึงทำให้เกิดแรงต้านจากฝ่ายตรงข้ามที่นิยมความรุนแรง ประกอบกับเป็นช่วงที่ใกล้การประชุมโอไอซีด้วย

 “ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาคณะทำงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดหลังจากประกาศนโยบายสานใจสู่สันติ และมีสัญญาณตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้หลงผิดที่ข้ามไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน” พ.อ.บรรพตชี้ถึงผลสำเร็จของโครงการสานใจสู่สันติ

 โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่า สำหรับกลุ่มผู้หลงผิดที่ไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านมีอยู่ไม่น้อย และสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ “กลุ่มที่พูดคุยได้” กับ “กลุ่มที่นิยมใช้ความรุนแรง”

 “ขณะนี้กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงยังไม่มีสัญญาณตอบรับที่ชัดเจนนัก แต่บางส่วนก็พร้อมรับแนวทางสานใจสู่สันติ แต่ก็ยังกังวลใจว่าถ้ากลับมาแล้วจะไม่ได้รับความปลอดภัย จึงอยากขอความเชื่อมั่นในเรื่องนี้เสียก่อน”

 พ.อ.บรรพตกล่าวถึงแนวทางการดำเนินโครงการนี้ว่า ขณะนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ใช้วิธีการทำความเข้าใจ โดยเข้าถึงครอบครัวในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ความเชื่อมั่น ซึ่งหลายจุดเริ่มมีท่าทีอ่อนลง และพร้อมเข้าสู่แนวทางการต่อสู้ตามกฎหมาย

 จากผลสำเร็จของโครงการดังกล่าวจึงทำให้ "แกนนำ" ของกลุ่มที่นิยมความรุนแรงส่งสัญญาณให้แนวร่วมออกก่อความรุนแรงเพื่อตอบโต้แนวทางดังกล่าวเพื่อ "ขยายพื้นที่แห่งความกลัว" เพื่อให้การดำเนินการแนวทางสานใจสู่สันติไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

 “ขณะนี้เป็นช่วงรอยต่อสำคัญ เพราะกลุ่มผู้ก่อเหตุต้องการยั่วยุให้เจ้าหน้าที่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงเพื่อนำไปเป็นเงื่อนไขใช้กล่าวอ้างทำลายความเชื่อมั่นกับกลุ่มผู้หลงผิดที่คิดจะกลับใจเข้าต่อสู้คดีตามกระบวนการทางกฎหมาย” พ.อ.บรรพตกล่าว

 โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่า แกนนำคนสำคัญที่เร่งสั่งการในขณะนี้ คือ นายมะแซ อุเซ็ง ซึ่งมีข่าวลอบเดินทางเข้าพื้นที่ จ.นราธิวาส ในช่วงวันเด็กที่ผ่านมา

 อย่างไรก็ตาม แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง เพราะฝ่ายตรงข้ามยังพยายามหาช่องทางสร้างสถานการณ์เพื่อปิดเส้นทางการรุกทางด้านมวลชนของเจ้าหน้าที่ และเป็นการข่มขู่ไม่ให้ผู้หลงผิดกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย

 พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) กล่าวสอดคล้องกันว่า การก่อเหตุของฝ่ายตรงข้ามส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะต้องการขัดขวางโครงการสานใจสู่สันติที่เปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดได้กลับตัวกลับใจ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเริ่มเสียมวลชนมากขึ้น

 "เราได้เน้นย้ำในการปฏิบัติงานให้เจ้าหน้าที่ยึดหลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน โดยเปิดให้เขากลับใจมาหลายเดือนแล้ว แต่เมื่อเขาไม่ยอมกลับตัวกลับใจและยังทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เราจึงต้องเปิดยุทธการทางทหารเพื่อคุ้มครองชีวิตประชาชน"

 พล.ท.อุดมชัยกล่าวถึงมาตรการในพื้นที่ว่า ขณะนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเหตุ "ระเบิด" มากเป็นพิเศษ ควบคู่กับการปฏิบัติการในพื้นที่ป่าเขาอย่างต่อเนื่องเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งการกวาดล้างยาเสพติดที่เชื่อมโยงกับเหตุความไม่สงบ

 แม่ทัพภาคที่ 4 ยังกล่าวถึงกรณีหน่วยเฉพาะกิจยะลา สามารถจับกุมกลุ่มติดอาวุธระดับอาร์เคได้ 2 ชุดปฏิบัติการ จำนวน 12 คนว่า ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเหตุคาร์บอมบ์ที่ จะยะลา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

 อย่างไรก็ตาม กลุ่มดังกล่าวไม่ใช่กลุ่มที่มีรายงานข่าวว่า มีการฝึกมาจากต่างประเทศ และเดินทางผ่านเข้ามายังประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นกลุ่มที่ก่อเหตุ และเคลื่อนไหวในประเทศ แต่ที่ผ่านมาสามารถหลบหนีการจับกุมได้อยู่ตลอด

 ส่วนการลงพื้นที่ครั้งล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นั้น แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า ผบ.ทบ.ได้กำชับให้ปฏิบัติการในกรอบของกฎหมาย และป้องกันไม่ให้มีการทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์

 ขณะที่เสียงวิจารณ์ให้ปลด ผบ.ทบ.ของ ส.ส.ในพื้นที่จากพรรคประชาธิปัตย์ แม่ทัพภาคที่ 4 ตอบว่า "ผมไม่มีความเห็น ผมเป็นทหารอดทน และไม่เคยตอบโต้ ผมมีวินัยในการปฏิบัติ ซึ่งประชาชนในพื้นที่รู้ดีว่า ใครทำหรือไม่ทำอะไรบ้าง"

 สำหรับจุดประสงค์ของกลุ่มคนร้ายที่ต้องการยกระดับเหตุการณ์ให้เข้าสู่ที่ประชุมโอไอซีนั้น แม่ทัพภาคที่ 4 ก็มองว่า จากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในตะวันออกกลางทำให้การประชุมของโอไอซีต้องเลื่อนออกไปก่อน แต่ถึงไม่เลื่อนก็คงไม่เป็นผลอยู่ดี

 "เรามีหลักฐานชัดเจนว่า กลุ่มก่อความไม่สงบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งผู้หญิง คนแก่ เด็ก อย่างโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่นานาชาติไม่ยอมรับ และเราก็ไม่ได้มีการแบ่งแยกหรือกีดกันทางเรื่องศาสนาด้วย"

 นอกจากนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ก็อยู่ในกรอบของกฎหมาย และสิทธิมนุษยชน ดังนั้น เชื่อว่า กลุ่มโจรคงไม่สามารถที่จะยกระดับเหตุการณ์ให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลกได้อย่างแน่นอน


สุพิชฌาย์ รัตนะ/ทีมข่าวความมั่นคง