ข่าว

มิ่งขวัญนำทีมยื่นถอดถอนนายกฯ-9รมต.

มิ่งขวัญนำทีมยื่นถอดถอนนายกฯ-9รมต.

28 ก.พ. 2554

“มิ่งขวัญ”นำทีมยื่นถอดถอนนายกฯ - 9 รมต.อุบไต๋ข้อกล่าวหาท้ารอดูของจริง "ปธ.วิปรบ.”บอกจะดูกรอบเวลาซักฟอกตามความเหมาะสม

           (28 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ส.ส.พรรคเพื่อไทย นำโดยนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้เข้ายื่นญัตติถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ 8 รัฐมนตรี ต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา โดยนายมิ่งขวัญ  กล่าวว่า การยื่นถอดถอนคณะรัฐมนตรีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 271 เพื่อให้ประธานวุฒิสภายื่นไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ตามมาตรา 274 ต่อไป

 นายประสพสุข กล่าวว่า จะดำเนินการตรวจสอบคำร้องต่าง ๆ ว่าเข้าหลักกฎหมายหรือไม่ ถ้ามีส.ส.เข้าชื่อครบ 119 หรือเปล่า ซึ่งมีเวลาในการดำเนินการภายใน 15 วันจากนั้นก็จะส่งไปยังป.ป.ช.ตรวจสอบ คาดว่าในวันศุกร์ที่ 4 มี.ค.สามารถที่จะส่งไปยังป.ป.ช.ได้

 จากนั้นนายมิ่งขวัญ ให้สัมภาษณ์ว่า มีส.ส.เข้าชื่อทั้งหมด 171 คนโดยเป็นส.ส.พรรคเพื่อไทยทั้งหมด ส่วนข้อมูลในการอภิปรายจะเป็นอย่างไรก็ขอให้รอดูของจริงดีกว่า

 เมื่อถามว่าข้อกล่าวหาของนายกฯและรัฐมนตรีแต่ละคนมีอะไรบ้าง นายมิ่งขวัญ กล่าวว่า ข้อหาต่าง ๆ เขียนไว้ค่อนข้างครอบคลุม แต่คงไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะเป็นเอกสารของทางราชการ

 นายวิทยา กล่าวว่า ในวันที่ 1 มี.ค.จะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและรัฐมนตรี 9 คน จะมีรายชื่อส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคประชาราช ร่วมลงชื่อด้วย ส่วนวันเวลาในการอภิปรายคงไม่ต้องหารือกับวิปรัฐบาลเพราะได้ดำเนินการถูกต้อง และเป็นไปตามขั้นตอนที่ประธานวุฒิสภาระบุไว้ว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 15 วัน กำหนดไว้ 4 วันถือว่าใช้ตามความเป็นจริง เพื่อให้ ข้อกล่าวหาต้องอภิปรายได้ครบถ้วน

 เมื่อถามว่าร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน จะร่วมอภิปรายในครั้งนี้ด้วยหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า ตอนนี้ร.ต.อ.เฉลิม กำลังเลือกประเด็นที่เหมาะสมว่าจะอภิปรายเรื่องอะไร เมื่อถามว่ารายชื่อแนบท้ายญัตติผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯเป็นใคร นายวิทยา กล่าวว่า จะเป็นใครไปได้ก็ต้องเป็นนายมิ่งขวัญ

"ปธ.วิปรบ.”บอกจะดูกรอบเวลาซักฟอกตามความเหมาะสม 

 นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ขณะนี้กำลังรอญัตติของฝ่ายค้านว่าจะยื่นเมื่อไหร่และยื่นอะไรมาบ้าง   ส่วนเรื่องระยะเวลาในการอภิปรายก็จะหารือกับรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของวิปรัฐบาลหากฝ่ายค้านยื่นมาเมื่อไหร่ ในสัปดาห์ถัดไปตั้งใจว่าจะให้อภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทันที ทั้งนี้หากยื่นวันที่ 1 มี.ค.ก็สามารถเปิดอภิปรายได้ในช่วงวันที่ 9-10 มีค. ส่วนเวลาจะหารือกับวิปฝ่ายค้านเพื่อให้เป็นไปตามประเพณีปฏิบัติ คงจะไม่ให้เวลา 4 - 5 วันตามที่ฝ่ายค้านต้องการ เพราะที่ผ่านมาการอภิปรายรัฐมนตรี 10 - 11 คนเราเคยทำกันมาหลายรอบ โดยจะอำนวยความสะดวกให้กับฝ่ายค้านอย่างเพียงพอเหมือนยุคที่พวกตนเป็นฝ่ายค้าน
 
             ส่วนความต้องการอภิปราย 4-5 วัน เหมาะสมแค่ไหน ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า  เราจะทบทวนดูว่าตอนที่เรายื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 12  คน สมัยที่เป็นฝ่ายค้านได้เวลาเท่าไหร่

              ผู้สื่อข่าวถามว่า  ที่ผ่านมาใช่เวลาอภิปรายไม่เกิน 3 วันใช่หรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า น่าจะประมาณนั้น บางครั้งอภิปรายแต่ 2 วันด้วยซ้ำไปและลงมติในวันที่ 3 การที่ฝ่ายค้านขอเวลาเอาไว้เยอะก็คงจะเผื่อต่อรอง แต่เราไม่ได้บอกราคาผ่าน ยืนยันว่าจะไม่ให้เสียเปรียบกว่าในอดีตที่ผ่านมา
 
            ต่อข้อถามที่ว่า ทำไมรัฐบาลถึงไม่เปิดเวลาให้ฝ่ายค้านอภิปรายเต็มที่  นายวิทยา  กล่าวว่า ก็ต้องดูความเหมาะสม เพราะถ้าเปิดเวลาเต็มที่แต่ฝ่ายค้านยังว่ายน้ำทวนทะเลอยู่ ขี่ม้ารอบค่ายอยู่ชาวบ้านก็จะด่าคนถ่ายทอด
 
      ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมท่านจึงคิดว่าฝ่ายค้านจะไม่มีข้อมูลในการอภิปราย  ประธานวิปรัฐบาล  กล่าวว่า  เราถือประเพณีที่ผ่านมาเพราะเราอภิปรายทั้งคณะใช้เวลา 2 วัน  แต่ก็ขอดูข้อมูลของฝ่ายค้านก่อน แต่ที่ผ่านมาก็โดนมาเยอะที่ฝ่ายค้านพูดไป ก็ขอขยายเวลาไปเรื่อย บางทีก็ไม่มีเรื่องอะไรและไร้สาระแล้วก็มาต่อรองเวลาไม่มีวันจบ ถ้ามีเรื่องดีจริงก็มาให้ดูจะได้ให้เวลายาว

             ถามว่า   คิดว่าข้อมูลของฝ่ายค้านจะทำให้มีผลสะเทือนอะไรต่อรัฐบาลหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่อยู่ที่การลงมติและข้อเท็จจริงที่นำเสนอ ซึ่งเราก็ไม่ประมาท ฝ่ายค้านก็ต้องทำการบ้านมาดี สาธารณชนก็จะได้ประโยชน์และยื่นถอดถอนมาด้วย มติของสภาเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น
 
           ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่านพูดเหมือนว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเรื่องทุจริตอะไรมากมายถึงขนาดต้องซักฟอก  ประธานวิปรัฐบาล   กล่าวว่า ไม่ได้พูดอย่างนั้น อย่ารู้สึกเอาเอง แต่ตนพูดว่าต้องดูข้อเท็จจริง ไม่ได้บอกว่าใครไม่ทุจริต
 
            ถามว่า เท่าที่ดูรัฐบาลมีการทุจริตอะไรเยอะหรือไม่ นายวิทยา  กล่าวว่า ยังไม่เคยมีใครถูกดำเนินคดีทุจริต จะมีก็แต่รัฐมนตรีที่ลาออกจากตำแหน่งเพราะบกพร่องคือตนคนเดียว

             ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีข้อเคลือบแคลงสงสัยเหมือนสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุขแล้วลาออกเพื่อแสดงสปิริต คิดว่าครั้งนี้ถ้าข้อมูลฝ่ายค้านเป็นจริงจะมีคนแสดงสปิริตเหมือนท่านหรือไม่  ประธานวิปรัฐบาล     กล่าว ว่า “ไม่ทราบ”
  
           ผู้สื่อข่าวถามว่า กฎเหล็กของนายกฯจะได้เอามาใช้หรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า ตนว่าใช้และต้องใช้ แต่ขอให้รอดูอีกนิด ซึ่งตนไม่ได้ประเมินว่าฝ่ายค้านจะไม่มีข้อมูลอะไร เผื่อฝ่ายค้านมีทีเด็ดก็ต้องดูว่านายกฯจะมีอะไรบ้าง ดังนั้นอย่าเพิ่งไปคาดการณ์

"ปชป.“ชี้พท.กำหนดเวลาซักฟอกให้สอดรับกับเสื้อแดงชุมนุม

 นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยว่า พรรคยืนยันว่ายินดีและพร้อมรับการตรวจสอบหากการดำเนินการเป็นไปด้วยความสร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อสังคม ขณะเดียวกันรู้สึกวิตกและห่วงใย เพราะแนวทางการทำงานของพรรคฝ่ายค้านนั้นดูเหมือนจะขยายผลความขัดแย้งของประเทศเข้าสู่การทำงานในสภาและสร้างเงื่อนไขการทำงานในสภาเพื่อสนับสนุนการทำงานนอกสภา เห็นได้จากการกำหนดระยะเวลาการยื่นญัตติให้สอดรับกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 12 มี.ค. เพราะการที่ฝ่ายค้านจะยื่นถอดถอนในวันนี้ 28 ก.พ.นั้น และยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายในวันที่ 1 มี.ค.นั้น ตามธรรมเนียมแล้วจะต้องมีระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.ได้ออกมายืนยันแล้วว่า จะไม่ยุติการเคลื่อนไหวการชุมนุมอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนเม.ย.และพ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่ถูกนำมากล่าวอ้างว่าเป็นช่วงที่ครบกำหนดเหตุการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมือง สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถก้าวข้ามการเมืองนอกสภา ซึ่งเคยเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง ความวุ่นวายและความรุนแรงในบ้านเมือง

  สำหรับหัวข้อในการอภิปรายที่พยายามใช้ชื่อว่า “ ฆาตกรรมประชาชน ” นั้น เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความพยายามที่จะใช้วิธีการใส่ร้ายเช่นเดียวกับการตัดต่อและเผยแพร่คลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีที่เป็นเท็จที่ผ่านมา โดยหวังใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองในสภาเพื่อปลุกระดมและสร้างความขัดแย้งระหว่างคนไทยด้วยกันเอง โดยการใส่ร้ายและหวังว่าการเคลื่อนไหวนอกสภาจะทำให้เกิดจุดวิกฤตและเป็นชนวนเหตุความรุนแรงอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไม่สามารถเดินหน้าได้ ทั้งนี้พรรคประเมินถึงสาเหตุที่พรรคเพื่อไทยหยิบเรื่องดังกล่าวมาอภิปรายเป็นปีที่ 2 ว่า เพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความรับผิดชอบที่พยานหลักฐานเริ่มปรากฎชัดแล้วว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกันทั้งพรรคการเมืองและการเคลื่อนไหวนอกสภานั้นมีส่วนเกี่ยวพันธ์กับความรุนแรงที่เกิดขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นจุดทดสอบที่สำคัญว่า ความขัดแย้งในบ้านเมืองสามารถเข้าสู่การทำงานในรัฐสภาเพื่อปลดชนวนความแตกแยกในสังคมและนำไปสู่การเลือกตั้งที่มีความสงบ ปราศจากความรุนแรงได้หรือไม่

  ส่วนกรณีที่มีการนำประเด็นส่วนตัวมาผูกโยงกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและการเคลื่อนไหวนอกสภา โดยเฉพาะเรื่องสัญชาติของนายกรัฐมนตรีนั้น ข้อเท็จจริงควรจะยุติได้แล้วแต่ก็ยังมีความพยายามพูดให้สอดรับกันระหว่างส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำนปช. และนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งพรรคเชื่อว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฎนั้นน่าจะมีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะไม่ถูกขยายผลโดยการใส่ร้ายทางการเมืองด้วยข้อมูลเท็จอีกต่อไป ทั้งเรื่อง 1.การแจ้งต่อสถานทูตเพื่อขอใช้สิทธิเป็นพลเมืองไทยหลังจากถือกำเนิดในประเทศอังกฤษ แต่ก็ได้รับการลงทะเบียนเพื่อรับรองสัญชาติไทยโดยการกำเนิดที่สถานทูต ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินการบนแผ่นดินไทย 2. ได้ปฏิเสธการใช้สิทธิที่ได้ถือกำเนิดที่อังกฤษมาโดยตลอด ทั้งการขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้าประเทศอังกฤษนับ 10 ครั้ง ในฐานะที่เป็นคนไทยใช้พาสปอร์ตไทย และการลงประทับตราวีซ่าก็เป็นการขอในฐานะคนต่างด้าวที่ขอเข้าประเทศอังกฤษ หลักฐานเรื่องการศึกษาที่พลเมืองของอังกฤษได้รับการยกเว้นค่าการศึกษานั้น นายอภิสิทธิ์ก็จ่ายค่าเล่าเรียนมาโดยตลอด และ 3.การทำหน้าที่ตามกฎหมายนั้น นายอภิสิทธิ์ได้ทำตามรัฐธรรมนูญไทย โดยเฉพาะเรื่องการเสียภาษีที่ทำมาโดยตลอด

  ถึงวันนี้สิ่งที่ยืนยันได้คือ หากนายอภิสิทธิ์พยายามขอใช้สิทธิ์ใด ๆ เช่น การขอเข้าประเทศ หรือการดำเนินการอื่นโดยการอ้างเรื่องกำเนิดในอังกฤษนั้นไม่สามารถทำได้ เพราะได้ปฏิเสธการใช้สิทธิ์เหล่านั้นมาโดยตลอด จึงเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าวันนี้ไม่มีสิทธิ์อะไรที่ต้องสละ ประเด็นเหล่านี้จึงไม่ควรนำมาขยายผลทางการเมือง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่านายจาตุรนต์พยายามเปรียบเทียบนายฟูจิ โมริ อดีตประธานาธิบดีเปรู ทั้ง ๆ ที่ข้อเท้จจริงปรากฏชัดว่านายฟูจิหลังจากที่โดนข้อหาคอรัปชั่นในเปรูนั้น ได้ใช้สิทธิในฐานะพลเรือนประเทศที่ 3 ในการหลบหนีการจับกุม และสนับสนุนให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาลโดยการใช้กำลัง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนายจาตุรนต์ควรจะพูดกับนายตัวเองคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มากกว่า และวันนี้น่าจะเป็นอุทธาหรณ์ที่ดีที่นายฟูจิ โมริ ก็ถูกมิตรประเทศจับกุมและถูกส่งตัวมาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน   ซึ่งสังคมคงจะสามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งที่นายจาตุรนต์พูดเปรียบเทียบนั้น เหมือนกับนายอภิสิทธิ์หรือพ.ต.ท.ทักษิณมากกว่ากัน

“ศุภชัย”มั่นใจรมต.ภท.แจงซักฟอกได้

 นายศุภชัย  ใจสมุทร  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ( ภท .) กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยมีรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย 4 ราย ประกอบไปด้วยชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วงว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะถูกยื่นอภิปรายด้วย ว่า ต้องขอบคุณฝ่ายค้านที่ได้ยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะปัญหาที่ผ่านมาจากที่ปรากฏในสื่อในแต่ละเรื่องประชาชนไม่ทราบข้อเท็จจริง สิ่งที่เป็นห่วงคือการอภิปรายควรเป็นไปตามหลักรัฐธรรมนูญ ดังนั้นพรรคฝ่ายค้านอย่าทำให้เรื่องเหล่านี้ด้อยค่าไป

  พรรคภท.พร้อมที่จะรับมือกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจและสามารถตอบในนามของพรรคได้ว่ารัฐมนตรีของพรรคไม่มีคนใดที่ทุจริต หรือเข้าไปบริหารแล้วใช้อำนาจบริหารแผ่นดินโดยไม่ชอบดังนั้นมั่นใจว่ารัฐมนตรีของพรรคจะตอบคำถามของฝ่ายค้านได้แน่นอน แต่ขอให้พรรคฝ่ายค้านอภิปรายด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนอย่าบิดเบือนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และหากพบว่ามีการบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จรัฐมนตรีก็จะต้องปกป้องตัวเอง ใครใส่ร้ายก็จะถูกดำเนินคดี ซึ่งเราไม่อยากให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเวทีเพียงการใส่ร้ายป้ายสีกัน

 ทั้งนี้ในส่วนกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นไม่มีกระทรวงใด ไม่ว่าในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่นายชวรัตน์ เป็นผู้ดูแล ซึ่งมีหลายเรื่องที่เป็นข่าวขณะนี้ ทั้งบัตรสมาร์ทการ์ด หรือบัตรประชาชน ที่จะใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจกับประชาชนว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นเพียงผู้รับเอาบัตรเท่านั้นแต่กระทรวงไอซีทีเป็นผู้จัดซื้อจัดหา อย่าไปพูดว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ทุจริต มิเช่นนั้นภท . คงยอมไม่ได้ เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยรัฐมนตรีก็จะได้ชี้แจง

 สำหรับประเด็นระยะเวลาการอภิปรายนั้น นายศุภชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาจะพบว่าการอภิปรายมันน่าเบื่อหน่าย ซ้ำซากและใช้เวลามากเกินจำเป็น หากวันนี้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นหัวหน้าทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจควรจะบริหารเวลาให้มีคุณภาพไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเวทีลุกขึ้นมาอภิปรายแล้วทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย ดังนั้นคิดว่า4วันในการอภิปรายเป็นการใช้เวลานานไป เพราะอภิปรายมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร

 เมื่อถามว่าเป็นห่วงเรื่องกรณีน้ำมันปาล์มของกระทรวงพาณิชย์ที่มีนางพรทิวา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงฯหรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า คงไม่น่าเป็นห่วง เพราะสิ่งที่นางพรทิวาทำให้เห็นมาตลอดคือเรื่องของความโปร่งใสในการบริหารและยึดหลักประโยชน์ของประชาชนมาตลอด และคิดว่าการอภิปรายจะเป็นประโยชน์ในการได้ชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจ

 ส่วนที่มองว่าขณะนี้การแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มค่อนข้างคลี่คลายไปในทางที่ดีแต่ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์พยามตีกินเรื่องนี้ว่าเป็นผลงานของตัวเองนั้น นายศุภชัย กล่าวว่า คิดว่าขณะนี้ประชาชนทราบข้อมูลเท่าที่เราทราบ แต่คิดว่าปัญหาทั้งหมดรัฐบาลก็ต้องช่วยกันแก้และถ้าเป็นผลงานก็ต้องเป็นผลงานของรัฐบาล จะมาเป็นผลงานของพรรคใดพรรคหนึ่งคงไม่ได้

 นายศุภชัย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ( ปชป .) เปิดนโยบายหาเสียง ว่า ความจริงแล้วสิ่งที่ต้องยอมรับว่าขณะนี้ใกล้เข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งแล้วแต่ความพยามของพรรคการเมือง ปชป . เองได้นำเสนอนโยบายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะการเลือกตั้งก่อนหน้านี้สิ่งที่ปรากฏคือประชาชนยังไม่ลงคะแนนให้จนเป็นพรรคอันดับหนึ่งซึ่งอันเกิดจากประชาชนไม่เชื่อมั่นในนโยบาย แต่ครั้งนี้ปชป . เป็นรัฐบาลมาสองปีกว่าพิสูจน์ให้เห็นฝีมือ เพราะฉะนั้นเมื่อเสนอนโยบายออกไปก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ สำหรับพรรคภูมิใจไทยอีกสักระยะคงจะมีการเสนอนโยบาย แต่บางเรื่องอาจทับซ้อนกับผลงานของรัฐบาลที่ต่อเนื่องกันอยู่จากรัฐบาลชุดปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการออกนโยบายก่อนของพรรคประชาธิปัตย์คงไม่ใช่เรื่องเสียเปรียบเพราะการเมืองเป็นเรื่องของการตลาด เพราะเข้าตลาดก่อนไม่ใช่ว่าจะชนะ แล้วแต่คนจะซื้อหรือไม่เท่านั้น

"ชวรัตน์"มั่นใจแจงศึกซักฟอกได้

 นายชวรัตน์  ชาญวีรกูล  รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ 10 รัฐมนตรี โดยมีรัฐมนตรีในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย 4 คนประกอบด้วย นายชวรัตน์ นายโสภณ ซาลัมย์ รมว.คมนาคม นางพรมิวา นาคาศัย รมว.กระทรวงพาณิชย์ และนายศุภชัย โพธิสุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ว่า ขณะนี้คณะทำงานกำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ ส่วนที่จะมีการยื่นถอดถอน โดยพรรคเพื่อไทยระบุว่ามีหลักฐานนั้น ตนเห็นว่าทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นแบบนี้ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่หลังการอภิปรายก็มีการลงมติ ซึ่งเป็นเกมการเมืองไม่มีอะไร และการชี้แจงตนจะพูดเท่าที่ควรจะพูดเท่านั้น

 เมื่อถามว่า ใกล้ถึงการเลือกตั้ง กังวลหรือไม่จะมีผลต่อความนิยมของพรรค หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า แล้วแต่คนจะคิด การพูดมีทั้งเนื้อและน้ำ ตนพูดน้ำไม่เป็น พูดเป็นแต่เนื้อ ยืนยันว่ามีหลักฐานพอที่จะชี้แจง และสามารถพูดทุกอย่างที่เป็นความจริง เพราพูดกี่ครั้งก็เหมือนกัน เมื่อถามด้วยว่า จำเป็นต้องมีวอรูมเพื่อเตรียมการชี้แจงอภิปรายหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร เป็นรัฐมนตรีต้องรู้อยู่แล้วว่าทำอะไรไป ต่อข้อถามว่า เกรงหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะมีเอกสารหรือหลักฐานที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด นายชวรัตน์ กล่าวว่า ถ้าพูดไม่ตรงกับความเป็นจริงก็ต้องชี้แจงไป ฝ่ายค้านเป็นฝ่ายกล่าวหา เราเป็นผู้ให้ความกระจ่าง อธิบาย ตอบคำถาม เพราะฉะนั้นต่างคนต่างมีหน้าที่อยู่แล้ว

 ส่วนที่ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีที่แก้ไขกฎกระทรวงเพื่อรับรองการออกบัตรประชาชนแบบเอนกประสงค์ ( สมาร์ทการ์ด ) ที่ผิดจะมีการชี้แจงอย่างไร นายชวรัตน์ กล่าวว่า มีหลักฐานและเหตุผลพร้อม และมั่นใจว่าชี้แจงได้ ทั้งนี้เชื่อว่าหลังมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา แต่ขณะนี้กรมการปกครองกำลังดำเนินการอยู่ ยังมีรายละเอียดต้องทำหลายอย่าง กว่าจะออกเป็นบัตรสมาร์ทการ์ดได้ โดยคาดว่าประชาชนจะได้ใช้ภายใน 2 เดือน