
รายงาน-ผู้นำ "ทิ้งมวลชน" !
การเคลื่อนทัพไปประชิดรั้วบ้านสี่เสาเทเวศร์ นับเป็นเส้นทางการต่อสู้ที่เดินเข้าสู่ "ทางแคบ" และข้างหน้าคือ "ทางตัน"
หนทางสู่ชัยชนะริบหรี่เหลือเกิน
เพราะปริมาณคนที่ “กองกำลังเสื้อแดง” ยกทัพมาทำสงคราม ไม่ใช่ 3 แสนตามที่ประกาศ และไม่อาจสั่นคลอนเก้าอี้ “3 อำมาตย์” ให้โยกไหวได้
ยิ่งเมื่อเปรียบมวยกันปอนด์ต่อปอนด์จะเห็นว่า ฟาก “อำมาตย์” มีแต้มต่ออยู่ลิบลับ
แม้รูปแบบการเคลื่อนไหวจะหวือหวา แต่กลับไม่มี “หมัดน็อก”
ประเด็นที่โจมตี “องคมนตรี” ไม่ลึกและแหลมคมพอที่จะปลุกกระแสสังคมให้ลุกขึ้นลากเหล่าขุนนางข้างวังให้ลงจากเวทีได้
ต้นทุนที่สั่งสมมาอย่างหนาแน่น บวกกับบทบาทหน้าที่ “องคมนตรี” ที่แปะติดอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแยกไม่ออก ทำให้ศัตรูของกองกำลังเสื้อแดงยัง “แข็งปั๋ง”
ตียังไงก็ไม่ยุบ !!!
ยิ่งมีข่าวลอบสังหาร “ชาญชัย ลิขิตจิตถะ” 1 ใน 3 เป้าของเสื้อแดง ยิ่งบั่นทอนพลังการฟาดของเสื้อแดง เพราะอารมณ์คนไทยนั้นแม้จะเกลียดจะชังกันอย่างไร แต่ก็ไม่ต้องการจะเอาให้ถึงตาย
การเดินหน้าชนของ “ทักษิณ” จึงไม่ต่างกับการวิ่งเอาหัวไปโขกกำแพง
เพราะต้องยอมรับว่า “แบรนด์ทักษิณ” วันนี้ เป็นคนละเรื่องกับแบรนด์ที่ถูกสร้างเมื่อเขาเข้ามาเล่นการเมืองใหม่ๆ
"ทักษิณ" ถูกประชาทัณฑ์จนป่นปี้ จนหมดสภาพ แหลกเละคาเวทีการเมือง มานานแรมปี
อดีตนายกฯ ผู้ยิ่งใหญ่ กลายเป็น “เจ้าพ่อทุนสามานย์” และเป็นนักโทษหนีคดี
แล้วจู่ๆ จะให้มาเป็นผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่าง “ออง ซาน ซู จี” หรือ “เนลสัน แมนเดลา” เพียงแค่ “พลิกฝ่ามือ” ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ
ต้องใช้เวลานับสิบปี หรือตลอดชั่วชีวิต
แม้ว่า “ทักษิณ” จะพยายามสลัดผลประโยชน์ตัวเอง ออกจากผลประโยชน์ของมวลชนและประเทศชาติ หากประสบความสำเร็จในการต่อสู้
แต่ตราบใดที่การบัญชาการขบวนแดง ยังรวมศูนย์อยู่ที่ตัว “ทักษิณ” และนักการเมืองสายนายใหญ่อย่าง “วีระ มุสิกพงศ์-จตุพร พรหมพันธุ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ”
ตราบใดที่ข้อเรียกร้องยังวนเวียนอยู่ที่ประเด็น “นิรโทษกรรม” หรือยุบสภาเลือกตั้งใหม่
และตราบใดที่วิดีโอลิงก์ "ทักษิณ" คือลมหายใจต่อชีวิตม็อบ
ยังไงมันก็สลัดไม่หลุด
ข้อครหาว่าต่อสู้เพื่อคนคนเดียว มันบดบังธงประชาธิปไตย ที่ฝ่ายซ้าย หรือคอมมิวนิสต์เก่า พยายามโบกสะบัดไปซะมิด
และอีกประเด็นที่แก้ไม่ตกอีกเช่นกัน นั่นก็คือการแกะ “องคมนตรี” กับ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ให้หลุดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะมันยังไม่อาจชักจูงผู้คนให้คล้อยตามได้ว่า 2 สิ่งนี้ไม่เกี่ยวพันกัน
ข้อหา “จาบจ้วงสถาบัน” จากฝ่ายตรงข้าม แม้จะเก่าโบราณ ล้าหลัง แต่ก็ยังใช้การได้ในสังคมยุคนี้ เป็นหอกแหลมที่เสียดแทง ฉุดรั้งกองกำลังเสื้อแดง ไม่ให้สยายปีกสร้างแนวรบให้มาร่วมศึกสงครามได้มากกว่านี้
แค่ 2 ประเด็นนี้ ยังเคลียร์ไม่ได้ เปิดจุดอ่อนให้ข้าศึกโจมตีได้รอบทิศทาง ดังนั้นเวลานี้จึงยังไม่ใช่วันของ “สีแดง” ที่จะประกาศชัยชนะ
ยุทธการ “เผด็จศึก” เที่ยวนี้ จึงย้อนศรกลับมาสร้างแรงกดดันให้ตัวเอง
เพราะสถานการณ์เช่นนี้ แค่ “รัฐ” อยู่เฉยๆ
ไม่เดินตกหลุมพรางใช้กำลังเข้าปราบปราม หรือปิดทางมือที่สามไม่ให้ก่อจลาจลกลางเมืองให้ได้ ก็สามารถเอาตัวรอดในเกมนี้ได้อย่างสบายๆ
ฉะนั้นสถานการณ์ที่ตกเป็นรองหลายขุม อาจเป็นสิ่งที่ “เศรษฐีสัมปทาน” ที่ถูกสถานการณ์ดันก้นให้ต้องมาออกหน้าเป็นนักสู้เพื่อประชาธิปไตย “ดีดลูกคิด” คำนวณผลได้เสียแล้วไม่คุ้มค่า
เป็นที่มาของสุ้มเสียงของ “ทักษิณ” ที่วิดีโอลิงก์แผ่วเบาจนผิดสังเกต ในวันที่ 8 เมษายน ไม่ปลุกระดมคึกคักสมกับเป็นวันที่กองทัพแดงประกาศเผด็จศึก
บวกกับข่าวคราวการตัดสินใจของตระกูล “ชินวัตร” ที่หอบผ้าหนีกันไปต่างประเทศยกครัว
เป็นสัญญาณบางอย่างที่บ่งชี้ว่า “แม่ทัพแดง” ทิ้งมวลชน และหนีเอาตัวรอดอย่างชัดเจน
สอดคล้องกับข่าวลับๆ ของสายบัญชาการหลังเวทีบ้านสี่เสาฯ ว่า ถ้ายังโค่นไม่ลงก็จะทิ้งไพ่คาเอาไว้บนโต๊ะ แล้วนัดรวมพลอีกที 1 พฤษภาคม “วันแรงงาน” อันเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นผู้ใช้แรงงาน ฐานกำลังสำคัญของกองทัพแดง และคราวนี้จะเคลื่อนทัพพร้อมกันทั่วประเทศ
แต่กระนั้น "ทักษิณ" ก็อย่าคิดว่าหากปฏิบัติการครั้งนี้ล้มเหลว แล้วจะแก้มือได้ง่ายๆ
เพราะเครดิตและความน่าเชื่อถือได้ถูกลดทอนลงไป จากการเลือกหนีเอาตัวรอด และหลอกคนมาตายแทน
ยิ่งหากเกิดเหตุการณ์จลาจลกลางกรุง จากฝีมือของกองกำลังเสื้อแดงขึ้นมาด้วยแล้ว
ความชอบธรรมในการต่อสู้ของ "ทักษิณ" จะยิ่งติดลบ
มิหนำซ้ำเมื่อบวกกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดาวกระจาย 4 จุดกลางกรุง ได้แก่ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ศาลรัฐธรรมนูญ กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพบกที่ล้มเหลว จนต้องตัดสินใจปิดถนนบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ก็ยิ่งทำให้ความชอบธรรมของ "ขบวนการทักษิณ" แทบไม่เหลือ
เพราะได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่สัญจรไปมาโดยทั่วไป ซ้ำยังเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ส่วนรวมมากกว่าคราวพันธมิตรมากนัก
งานนี้ทำนายไว้ล่วงหน้าเลยว่า...
โอกาส...แม้แต่จะได้ "หายใจ" ก็อาจไม่มี !!!
เสถียร วิริยะพรรณพงศา



