
จุดสังเกตลอบสังหาร...องคมนตรี
ข่าวการจับกุมทีมสังหาร "ชาญชัย ลิขิตจิตถะ" องคมนตรี สร้างความตื่นตระหนกให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างมาก หนึ่งเพราะนายชาญชัยเป็นถึงองคมนตรี และยังมีบทบาทหน้าที่เป็นถึงอดีตประธานศาลฎีกาและอดีต รมว.ยุติธรรม สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ด้วย
ยิ่งมาเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และพลพรรคเสื้อแดงโจมตีองคมนตรีอย่างหนักในเวทีการเมืองยามนี้ เลยยิ่งเพิ่มความสนใจใคร่รู้ว่าใครกันที่อยู่เบื้องหลังในฐานะผู้บัญชาการชี้เป็นชี้ตายนี้ !?!
แต่เนื่องจากเรื่องราวเกิดขึ้นรวดเร็วชนิดปัจจุบันทันด่วน ตำรวจสามารถติดตามรวบตัวขบวนการส่วนใหญ่ได้เกือบครบทีมได้อย่างง่ายดาย เลยมีกระบวนการเหน็บแนมเสียดสีทำนองเป็น "เรียลิตี้โชว์" ที่มีการตระเตรียมบทและกำกับภาพเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในความกังขาของบรรดาตำรวจนอกวงชุดสืบสวนจับกุม มีประเด็นให้ขบคิดมากแง่หลายมุม หนึ่งในนั้นคือเรื่องของมือปืนและคนขี่รถจักรยานยนต์ "ศักดิ์ชาย หรือแบงก์ แซ่ลิ้ม" กับ "ภาณุพงศ์ หรือกอล์ฟ รัตนาไพบูลย์"
ก่อนจะมาถูกจับกุม ทั้งสองได้เข้าไปหมายสังหารองคมนตรีชาญชัยที่บ้านพักมาแล้วถึง 3 ครั้งใน 2 วัน
ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2551 ทั้งสองขี่รถจักรยานยนต์ไปที่บ้านเลขที่ 109/16 ซอยสุขสวัสดิ์ 66 ถนนสุขสวัสดิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ แต่พบเห็นรถตำรวจจอดอยู่จึงขี่ผ่านไป อีก 2 ชั่วโมงถัดมาก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง รถตำรวจยังจอดอยู่ที่เดิมจึงล้มเลิก
ดูเหมือนว่าบรรดาตำรวจนอกวงจะติดใจในประเด็นนี้มากที่สุด มีมือปืนไม่มากที่มีความตั้งใจมุ่งมั่นอย่างที่ศักดิ์ชายและภาณุพงศ์มี เพราะหลังจากไม่เป็นไปตามแผนแล้ว เขาก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจหรือปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไปอย่างที่มือปืนรายอื่นๆ พึงกระทำ กลับย้อนไปอีกในวันรุ่งขึ้น หมายมั่นปั้นมือจะสังหารองคมนตรีชาญชัยให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
แล้วพวกเขาก็ต้องผิดหวังกลับไปเป็นรอบที่ 3 เมื่อมีรถตำรวจจอดดูแลความปลอดภัยอยู่เช่นเคย !!!
ประเด็นที่สองรองลงมาที่มีการโจษขานกันคือ เรื่องพฤติกรรมของมือปืนที่ผิดธรรมชาติอันควรจะเป็นนั่นคือ ไม่ว่าจะเป็นมือปืนระดับไหน จะระดับพระกาฬมีค่าหัว หรือจะหน้าใหม่โนเนมกำลังไต่เต้าสร้างชื่อ ส่วนใหญ่จะรอบคอบรัดกุมมากพอที่จะไม่พกภาพถ่ายบ้านพัก รถยนต์ รวมถึงภาพถ่ายของเป้าสังหารเอาไว้ติดตัว เพื่อให้ตำรวจใช้เป็นหลักฐานมัดตัวจนยากจะหนีความผิดพ้น
ที่สำคัญศักดิ์ชายใช้ปืนลูกโม่ไทยประดิษฐ์ขนาด .38 แถมยังพกกระสุนไว้มากถึง 10 นัด ?
ด้วยความเป็นมือใหม่ เขาไม่มั่นใจกระนั้นหรือว่าจะลงมือสังหารเป้าหมายไม่สำเร็จผลในวงกระสุนที่มีอยู่ภายในโม่เดียว เลยต้องพกกระสุนไปเยอะๆ เพราะแน่ละว่า .38 จะไม่ก่อปัญหาเรื่องกระสุนขัดลำกล้อง แต่เขามั่นใจถึงขนาดนั้นเลยหรือว่าจะมีเวลามากพอที่จะเปลี่ยนกระสุน ไม่ว่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่อยิงซ้ำ หรือในกรณีต่อสู้ตำรวจตอนเปิดทางหนีเอาตัวรอด
อีกประเด็นหนึ่งที่ตำรวจนอกวงสืบสวนจับกุมพูดถึงหนาหูคือ การตรวจสอบเลขทะเบียนรถของเหยื่อสังหาร ซึ่งสายข่าวของตำรวจนายหนึ่งเกิดระแคะระคายเกี่ยวกับทะเบียนรถของเหยื่อที่ขึ้นต้นด้วยหมวดอักษร ดส-4777 กรุงเทพมหานคร เลยเริ่มกระบวนการตรวจสอบทะเบียนรถ จนได้รายละเอียดกลับมาว่าเป็นรถของสำนักพระราชวัง และเป้าหมายสังหารครั้งนี้คือ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี เลยเกิดความหวาดหวั่น คาบข่าวไปบอกกับนายตำรวจที่เคยทำงานให้อยู่
"มือปืนรายนี้มีไหวพริบปฏิภาณดีถึงขนาดนั้นเลยหรือ?" คือคำถามค่อนขอดที่เกิดขึ้นในวงซุบซิบ
สิ่งเหล่านี้เป็นคำซุบซิบที่ครึกโครม พนักงานสืบสวนสอบสวนยังมีงานที่ต้องสะสางอีกมาก ไม่เฉพาะการสาวไปถึงผู้จ้างวานที่อยู่สูงขึ้นไปเท่านั้น ยังต้องหาชนวนเหตุของการจ้างวานครั้งนี้ด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องหาพยานหลักฐานมาสนับสนุนการกระทำผิดของทีมสังหารชุดนี้
จากนั้นประเด็นถกเถียงและกังขาว่าเป็นเพียงเรียลิตี้โชว์ หรือเป็นของจริงล้วนๆ ก็จะถูกเปิดเผยออกมา บัดนั้นเสียงครหานินทาก็คงจะเงียบหายไป



