
บทเรียนจากพี่ใหญ่แห่งการปฏิวัติด้วยพลังมวลชน
ขณะที่โลกอาหรับในตะวันออกกลางเรื่อยไปยังแอฟริกาเหนือ กำลังวุ่นวายระส่ำระสาย ประชาชนเบื่อหน่ายระบอบการปกครองที่ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น ออกมาชุมนุมประท้วงแบบไม่มีทีท่าเลิกราจนกว่าจะได้มาซึ่งความเปลี่ยนแปลงนั้น
กุมภาพันธ์สัปดาห์เดียวกัน คือช่วงเวลาแห่งการรำลึก 25 ปีแห่งการปฏิวัติด้วยพลังมวลชน โค่นจอมเผด็จการเฟอร์ดินาน มาร์กอสแห่งฟิลิปปินส์ ที่กลายเป็นต้นแบบการปฏิวัติที่กำลังแผ่ซ่านในโลกอาหรับเวลานี้
นายโฆเซ ดาลิไซย์ อดีตนักเคลื่อนไหวฟิลิปปินส์ บอกว่า เวลาดูข่าวการประท้วงในโลกอาหรับ จะเรียกความทรงจำเก่าๆ ทุกครั้ง วันนั้น ทุกคนที่ตนรู้จัก ล้วนอยู่ที่นั่น บางคนไปกันหมดบ้าน เด็กนักเรียน บาทหลวง แม่ชี ไปกันทุกคน
4 วันเท่านั้นหลังการชุมนุม มาร์กอสยอมลงจากอำนาจ แต่ 4 วันนั้นได้ส่งผลกระทบต่อฟิลิปปินส์อย่างมหาศาล
ต้นเหตุที่มาของการปฏิวัติมวลชนสั่งสมมานานก่อนถึงช่วงแตกหักในกุมภาพันธ์ 2529
ประธานาธิบดีมาร์กอส ปกครองฟิลิปปินส์แบบกฎเหล็กนาน 20 ปี และกดประชาชนอยู่ใต้กฎอัยการศึก หนึ่งในไม่กี่คนที่กล้าท้าทายอำนาจคือ นายนินอย อาคีโน ที่ต่อมาถูกจับขังคุก 7 ปีก่อนลี้ภัยในสหรัฐ เมื่อตัดสินใจกลับมะนิลาอีกครั้งในปี 2526 ก็ถูกลอบสังหารขณะยังไม่ทันก้าวลงจากบันไดเครื่องบินด้วยซ้ำ
ขบวนการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านเริ่มก่อตัวจริงจังโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่นางคอราซอน อาคีโน หรือคอรี ภริยาหม้ายของนายนินอย ที่เปลี่ยนบทบาทจากแม่บ้านผู้อ่อนโยน มาเป็นหัวหอกในการลุกฮือเมื่อปี 2529
มาร์กอสพยายามลดความตึงเครียดด้วยการประกาศเลือกตั้งก่อนกำหนด และชนะโดยไม่มีใครเชื่อว่า ไม่โกง แต่มาร์กอสก็สาบานตนรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2526
ลมเปลี่ยนทิศทันทีเมื่อรัฐมนตรีกลาโหมและนายทหารระดับสูงในกองทัพประกาศไม่สนับสนุน และด้วยแรงกระตุ้นจากคริสตจักรอันทรงอิทธิพล ฝูงชนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลสู่ถนนเอดซา
ตกบ่ายของการประท้วงวันที่ 2 มาร์กอสส่งรถถังเข้าเคลียร์ถนน แต่ทหารปฏิเสธยิงประชาชน จังหวะนั้น เกิดภาพที่อยู่ในความทรงจำคือ แม่ชีหลายคนยืนขวางหน้ารถถังและยื่นดอกไม้ให้ทหาร
เมื่อสหรัฐตัดสินใจเรียกร้องให้มาร์กอสลงจากตำแหน่ง ยุติการหนุนหลังผู้นำเผด็จการที่เป็นพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค ..โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐในเวลานั้น เจอสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนนายบารัก โอบามา เวลานี้ ที่ต้องเลิกหนุนนายฮอสนี มูบารัก พันธมิตรสำคัญในตะวันออกกลาง
เฟอร์ดินาน มาร์กอส จึงตระหนักว่าเวลาของตัวเองหมดลงแล้ว และหลบหนีออกจากประเทศ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2529
นาทีนั้น บรรยากาศในที่ชุมนุมถนนเอดซา ระเบิดเป็นความปลื้มปีติ เหมือนกับที่จัตุรัสตาหรีร์ ในกรุงไคโร อย่างไรอย่างนั้น ประชาชนทั้งร้องไห้ หัวเราะ โบกธง เข้าสวมกอดกัน ร้องเพลง
25 ปีผ่านมา มรดกจากพลังประชาชนยังคงอยู่ ฟิลิปปินส์ไม่เคยหวนกลับไปอยู่ใต้การปกครองของคนคนเดียวแบบมาร์กอสอีก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างจับต้องได้หลายอย่าง หลังการก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของนางอาคีโน อย่างเสรีภาพสื่อ มีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และแม้มีความพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจเนืองๆ หลังยุคมาร์กอส แต่ที่สุด กองทัพกลับไปอยู่ใต้การควบคุมของพลเรือนในเวลา 10 ปี
กระนั้น การปฏิวัติด้วยพลังมวลชน ก็ไม่ใช่ยาวิเศษ และจบลงอย่างมีความสุขแบบเทพนิทาน
ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีประชากร 94 ล้านคน ยังคงติดหล่มความยากจน ทุจริตและไร้ขื่อแปอยู่มากในภาพรวม รัฐธรรมนูญที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ภายใต้การกำกับของนางคอรี ได้รับการชื่นชมว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ยอดเยี่ยม แต่ผู้มีอำนาจในเวลาต่อๆ มา ไม่เคยเคารพ
ดาลิไซย์ ซึ่งเวลานี้เป็นนักเขียนนิยายแถวหน้าของฟิลิปปินส์กล่าวว่า เราได้สิ่งอันมีค่า คือเสรีภาพ แต่เราเรียนรู้บทเรียนมากมาย โดยเฉพาะการรู้ว่าเสรีภาพนั้น ยากและซับซ้อนยิ่งกว่าการจัดการกับเผด็จการสักคน
ไม่เช่นนั้น อีก 15 ปีต่อมา คนฟิลิปปินส์คงไม่ต้องออกมาอีกรอบเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา ด้วยข้อหาทุจริต ที่ยังคงระบาดหนักในรัฐบาลและกองทัพ และแม้การปฏิวัติมวลชนนำมาซึ่งการเปลี่ยนหน้าตาของคนที่เข้ามาอยู่ในอำนาจ แต่อำนาจยังคงกระจุกอยู่ในหมู่คนชั้นนำร่ำรวยไม่กี่คนจนถึงปัจจุบัน
ด้านนายรามอน คาสิเพิล อดีตนักเคลื่อนไหวอีกคน ที่ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสถาบันการปฏิรูปการเมืองและการเลือกตั้งฟิลิปปินส์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวอย่างสันติของพวกเรา ถูกนำไปใช้ขับไล่เผด็จการหลายประเทศทั่วโลก แต่ 25 ปีหลังจากเรามีชัยเหนือมาร์กอส ประชาธิปไตยของเรายังอ่อนแอปวกเปียก เรามีสถาบันทุกอย่าง แต่ขาดสาระและเนื้อหา
การลุกฮือแข็งข้อของกลุ่มคอมมิวนิสต์และอิสลามนิยมสุดขั้วที่ปะทุมาตั้งแต่ยุคของมาร์กอส ยังดำเนินต่อไป คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมากในแต่ละปี วัฒนธรรมการทำผิดไม่ต้องรับโทษยังคงเบ่งบาน เจ้าหน้าที่รัฐยังอยู่เหนือกฎหมาย และอยู่เบื้องหลังการเข่นฆ่านักเคลื่อนไหวหรือผู้สื่อข่าวเป็นระยะ
ที่น่าสนใจคือ การปฏิวัติด้วยพลังมวลชน ไม่ช่วยกำจัดอิทธิพลของมาร์กอสได้อย่างสิ้นซาก ไม่มีพวกพ้องคนใดของมาร์กอสถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด รัฐบาลไม่มีปัญญาทวงคืนเงินและสมบัติของชาติหลายพันล้านดอลลาร์ที่จอมเผด็จการขโมยไปซุกซ่อนอยู่ในบัญชีลับต่างแดน
มาร์กอสถูกขับไล่ไปลี้ภัยในฮาวาย แต่พอเสียชีวิตไม่นาน นางอีเมลดา ภรรยาผู้หรูหราเจ้าของรองเท้ากว่าพันคู่ และครอบครัวก็กลับคืนสู่เวทีการเมืองได้อีก นางอีเมลดาชนะเลือกตั้งได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ นายบองบอง ลูกชายได้เป็นส.ว.ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง แถมกำลังเล็งสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016 อีกด้วย หนำซ้ำ นายบองบอง ยังคุยว่า หากพ่อของตนยังอยู่ในอำนาจ ฟิลิปปินส์อาจเจริญรุ่งเรืองไม่น้อยหน้าสิงคโปร์เลยทีเดียว
ลึกๆ แล้ว มีคนฟิลิปปินส์จำนวนไม่น้อยที่เริ่มมองกลับไปยังระบอบมาร์กอส คิดถึงการลงทุน และการปรับปรุงสาธารณูปโภคของมาร์กอส มากกว่าใส่ใจเรื่องสิทธิมนุษยชนและความฟุ้งเฟ้อของคนในตระกูลนี้
ที่เมื่อถูกถามว่า มีอะไรอยากจะบอกกับผู้ประท้วงในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือหรือไม่ อดีตนักเคลื่อนไหวอย่างดาลิไซย์อวยพรขอให้ประสบความสำเร็จ แต่อย่าลืมจำใส่ใจไว้ข้อหนึ่งว่า นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของถนนสู่การปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงอันขรุขระและยาวไกล
อุไรวรรณ นอร์มา
ที่มา เอเอฟพี และ บีบีซี



