ข่าว

 หุ้นปันผล

หุ้นปันผล

27 ก.พ. 2554

เมื่อวันพุธกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันได้รับเชิญให้ไปเป็นผู้ดำเนินรายการของห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในหัวข้อ “เครดิตดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง” โดยมี คุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิต บูโร

 ครั้งแรกตั้งใจจะเขียนเรื่องที่พูดคุยมาให้ได้อ่านกัน แต่บังเอิญได้รับเมลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจัดทำบทวิจัยที่แม้จะเป็นภาษาทางก๊าน ทางการ และอัดแน่นด้วยกราฟแสดงโน่น นี่ นั่น ต่างๆ นานา  แต่เมื่อนั่งอ่านไปเรื่อยๆ ก็สามารถทำให้ดิฉันเปลี่ยนใจชิงนำบทวิจัยมา “ย่อย” แซงคิวให้คุณผู้อ่านได้ติดตามกันก่อน

 ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันมัวเมากับเรื่องของแคมเปญดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์อย่างเมามัน ทั้งสรรหามาฝาก ทั้งคิดผลตอบแทนสุทธิโดยละเอียด เสมือนว่าผลตอบแทนจะมากมายมหาศาลพอให้เลี้ยงชีพได้ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เงินฝากระยะยาวที่เป็นแคมเปญพิเศษสุดจริงๆ ก็ให้ผลตอบแทนแค่ 2% กว่าๆ ต่อปีเท่านั้น

 พอมีทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่มากกว่า (แต่มาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากกว่า) ดิฉันก็เลยคิดว่า อาจจะโดนใจคนที่ส่ายหน้ากับดอกเบี้ยปีละ 2% คิดซะว่าเรามีกลุ่มผู้อ่านที่หลากหลาย และพร้อมที่จะหา “เครื่องมือ” ที่เป็นทางเลือกในการตอบสนองเรื่องผลตอบแทนให้ในวงกว้างก็แล้วกันนะคะ

 ทีนี้ เจ้าผลตอบแทนมากกว่าที่ว่านั้นมาจากไหน ลองไปติดตามจากบทวิจัยที่จัดทำขึ้นโดยคุณพัดชา จุนอนันตธรรม เจ้าหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เขียนงานวิจัยหัวข้อ “หุ้นปันผล ทางเลือกการลงทุนที่ไม่ควรมองข้าม” ซึ่งต้องขออภัยเจ้าของงานวิจัยไว้ก่อนเลยที่ดิฉันไม่สามารถตีพิมพ์บทวิจัยของท่านโดยไม่เปลี่ยนแปลงต้นฉบับ เพราะทั้งเนื้อที่และรูปแบบที่ถูกจำกัด ดังนั้น ขออนุญาตตัดทอนประเด็นที่เป็น “สาระ” ซึ่งคิดว่าคงเก็บได้ครบถ้วนและไม่ตกหล่น

 บทวิจัยชิ้นนี้จั่วหัวว่า สำหรับผู้ลงทุนที่กำลังมองหาช่องทางการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินในธนาคาร และพร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนที่มากขึ้น การลงทุนระยะยาวในหุ้นปันผลเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งในด้านผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และโอกาสการทำกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น

  คุณพัดชา ผู้จัดทำบทวิจัยดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูล จนพบว่า ตลาดหลักทรัพย์ไทยในปัจจุบันมีหุ้นปันผลที่มีการจ่ายปันผลต่อเนื่องและสม่ำเสมอให้เลือกลงทุนมากถึง 160 หลักทรัพย์ ให้อัตราปันผลตอบแทนเฉลี่ยในปี 2553 เท่ากับ 8.18% ซึ่งมากกว่าดอกเบี้ยฝากประจำ 1 ปีถึงเกือบ 7 เท่า

 และความน่าสนใจของ “หุ้นปันผล” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลตอบแทนที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากเท่านั้น เพราะเธอมองว่า ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในทิศทาง “ขาขึ้น” แต่ “อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง” ซึ่งเกิดจากการหักลบอัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงินด้วยอัตราเงินเฟ้อ ยังคงมีค่าติดลบ ซึ่งหมายความว่า ปริมาณสินค้าและบริการที่จะซื้อได้ในอนาคตด้วยเงินต้นรวมดอกเบี้ยนั้น “น้อยกว่า” สินค้าและบริการที่ซื้อได้ในปัจจุบันด้วยเงินต้นที่มีอยู่ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ อำนาจในการซื้อสินค้าและบริการลดลง

 ทีนี้ “หุ้นปันผล” สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ด้วยผลตอบแทนที่เอาชนะเงินเฟ้อ เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ให้ผลตอบแทนในรูปอัตราเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 3.46% ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ให้ผลตอบแทนในรูปอัตราเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 3.95% สูงกว่าการฝากเงินในธนาคารซึ่งมีค่าเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนอยู่ที่ 2.15%

 นอกจากนี้แล้ว หากผู้ลงทุนเปรียบเทียบอัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกับอัตราเงินปันผลตอบแทนของประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ก็จะพบว่าอัตราเงินปันผลตอบแทนของประเทศไทยมีค่าสูงกว่าเกือบทุกประเทศในเอเชียอย่างไรก็ตาม แม้ว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จะมีโอกาสให้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินในธนาคาร แต่สิ่งที่มาคู่กับผลตอบแทนที่สูงขึ้นก็คือ “ความเสี่ยงที่สูงขึ้น” เช่นกัน โดยผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับและความเสี่ยงจะมีมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ในการลงทุนของผู้ลงทุนแต่ละราย ซึ่งควรสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายและข้อจำกัดในการลงทุนของผู้ลงทุน

 คุณพัดชาบอกว่า สำหรับผู้ลงทุนที่ซื้อขายหุ้น โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงราคาเป็นหลักเพื่อหวังผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาในระยะสั้น ถึงแม้ว่าผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจะสูงและเร็ว แต่ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังย่อมมีมากขึ้นเช่นกัน

 ดังนั้น สำหรับผู้ลงทุนที่มีเงินออมเหลือจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นพร้อมสำหรับการลงทุนในระยะที่ยาวขึ้น และมีความต้องการจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างสม่ำเสมอและสูงกว่าการฝากเงินในธนาคาร และพร้อมรับความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้บ้าง การลงทุนระยะยาวในหุ้นปันผลเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

 จริงๆ แล้ว บทวิจัยชิ้นนี้มีรายละเอียดเชิงวิชาการมากมาย แต่สาระสำคัญอีกจุดหนึ่งอยู่ที่คำจำกัดความของ “หุ้นปันผล” ซึ่งผู้จัดทำระบุว่า  การพิจารณาว่าหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนหนึ่งๆ จะได้ชื่อว่าเป็นหุ้นปันผลนั้น บริษัทจดทะเบียนควรมีประวัติการจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่องและให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ โดย “อัตราเงินปันผลตอบแทน” ก็จะต้องสม่ำเสมอด้วย หมายถึงการที่บริษัทจดทะเบียนไม่เพิ่มหรือลดการจ่ายปันผลอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน

 ทั้งหลายทั้งปวงนำมาสู่บทสรุปที่ว่า จากข้อมูลในอดีตสะท้อนให้เห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบันที่ผลตอบแทนจากการฝากเงินในธนาคารอยู่ในระดับต่ำ หุ้นปันผลถือเป็นทางเลือกในการลงทุนที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ยที่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนจากการฝากเงินในธนาคาร และยังมีโอกาสการทำกำไรจากส่วนต่างราคาตามแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอีกด้วย

 อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนที่คุ้นเคยกับการฝากเงินในธนาคารควรจะต้องศึกษาข้อมูลการลงทุนในหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าการฝากเงินในธนาคาร หากผู้ลงทุนพร้อมที่จะลงทุนในหุ้นปันผลแล้วควรเริ่มต้นจากการจัดสรรเงินออมที่พร้อมจะลงทุนในระยะยาว แล้วศึกษาข้อมูลพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัว โดยมีหุ้นปันผลทั้ง 160 หุ้น ที่ถูกคัดสรรแล้วว่ามีการจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่องและให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี (สามารถค้นหาข้อมูลจากได้เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ www.set.or.th)

 นั่งปิดต้นฉบับเรื่อง “หุ้นปันผล” แบบเย็นๆ ท่ามกลางเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งพรวด ราคาทองสร้างสถิติใหม่ กับความร้อนแรงที่เป็นไปของโลก

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]