
"อภิสิทธิ์"โวครม.เศรษฐกิจยุคนี้ดีกว่ายุคก่อน
"อภิสิทธิ์"โวครม.เศรษฐกิจยุคนี้ดีกว่ายุคก่อน นักวิชาการชำแหละความจนแก้ไม่ได้ หากไม่ปฏิรูประบบทุน แนะ รัฐ ปรับมาตราฟรี ให้เฉพาะคนจนเท่านั้น หวั่นช่วยทุกระดับรัฐเป็นหนี้-ไม่มีเงินลงทุนโครงการระยะยาว วิไลวรรณ ครวญแม้เพิ่มค่าแรงแต่ของแพง ภาคแรงงานอยู่
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 26 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นวิทยากรผู้ทรงคุณบรรยายหัวข้อวิชา “การเมืองของการบริหารเศรษฐกิจไทย” ที่สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ โดยนายกฯได้กล่าวตอนหนึ่งย้อนไปถึงสภาพเศรษฐกิจก่อนเข้ามาของรัฐบาลในช่วงที่เศรษฐกิจทั่งโลกไม่ดีและเริ่มดีขึ้นเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามา โดยมีการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ มีการกู้ยืมเงินเพื่อมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและในปี 2553 เศรษฐกิจก็ฟื้นตัวที่สูงทุกด้านมีการฟื้นตัว
นอกจากนี้นายกฯยังได้เปรียบเทียบครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ที่แตกต่างจากรัฐบาลเดิมที่เป็นเพียงกลั่นกรองวาระก่อนเข้าพิจารณาในการประชุมครม.แต่ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลนี้จะเป็นการติดตาม-ประเมินสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจเพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความเข้าใจที่ตรงกัน
นักวิชาการชำแหละความจนแก้ไม่ได้หากไม่ปฏิรูประบบทุน
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่อาคารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ถนนรัชดา สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับศาลยุติธรรม ได้จัดงานสัมมนาเวทีสาธารณะเรื่อง“ชำแหละ ทางออกปัญหา รวย-จนแก้วิกฤตสังคมไทย โดยมีนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ฐานะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน ,นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารญ์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และนายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วมเสวนา
นายพรายพล กล่าวว่า การแก้ไขปัญหา รวย-จน ของประเทศไทย ตนมองว่าเงื่อนไขหนึ่งต้องทำให้เศรษฐกิจในประเทศโต และเกิดการกระจายรายได้ที่เท่าเทียม ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องทำ คือให้คนด้อยโอกาส คนที่เสียเปรียบ คนจนมีมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ต้องไม่ให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมแย่ลง โดยส่วนตัวมองว่าสภาวะของประเทศไทยขณะนี้อยู่ในระดับที่จะพัฒนาให้คนจนมีสัดส่วนน้อยลงและกระจายรายได้ดีขึ้น
“ในมาตรการของรัฐในการช่วยเหลือ อาทิ ขึ้นรถเมล์ฟรี ผมมองว่าดี แต่สำหรับคนในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีรายได้น้อย มาตรการใช้น้ำ-ไฟฟรี นั้นผมมองว่าส่วนนี้คนรวยก็ได้ประโยชน์ และหากรัฐบาลช่วยมากๆ อนาคตจะกลายเป็นภาระด้านการเงิน และทำให้รัฐขาดดุล ไม่มีเงินไปลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่สำคัญ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาความยากจน ต้องหาวิธีช่วยให้ตรงจด และไม่มีการรั่วไหล” นายพรายพล กล่าว
นายพรายพล กล่าวอีกว่าตนมีข้อสังเกตเรื่องของรายได้รัฐ ที่มาจากภาษี ซึ่งรัฐเน้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีทางอ้อมมากกว่าภาษีทางตรง ที่เกิดจาก รายได้ของบุคคล และจากสถิติแต่ละปีที่ผ่านมาพบว่า ประชากรที่มีรายได้ของทั้งประเทศจำนวน 30 ล้านคน ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี จำนวน 9 ล้านคน และชำระภาษีจริงเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น ดังนั้นต้องหาวิธี ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลชุดนี้ได้พยายามออกกฎหมายภาษีที่ดิน ภาษีมรดกแล้ว แต่อัตราภาษีเป็นแบบไม่ก้าวหน้า เพราะเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ตนเชื่อว่าอนาคตการเก็บภาษีจะเป็นแบบก้าวหน้า ซึ่งต้องรอเวลา
นายณรงค์ กล่าวว่า ตนมองว่าความยากจนไม่ใช่เรื่องของการแบ่งเค้ก แต่เป็นปัญหาของระบบที่ไม่กล้าแตะระบบทุน หรือไม่กล้าที่จะปฏิรูปโครงสร้างของนายทุน เนื่องจากพรรคการเมืองไทยในปัจจุบันมี 2 ระบบคือ ทุนกับซุปเปอร์ทุน เพราะพรรคการเมืองยังอิงกับทุน รับเงินบริจาคจากนายทุน แม้ที่ผ่านมาจะมีกฎหมายที่เกี่ยวกับการตั้งสหภาพ, สหกรณ์เพื่อให้ประชาชนมีการรวมตัวต่อสู้ แต่ก็เหมือนกับดอกไม้ในแจกันตั้งโต๊ะ สวยหรู แต่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะไม่มีใครกล้าแตะ ดังนั้นอำนาจต่อรองของประชาชนจึงทำไม่ได้อย่างแท้จริง
“ตราบใดที่รัฐไม่กล้าแตะนายทุน แล้วปล่อยให้ประชาชนดึงเงินจากกระเป๋านายทุนได้ การแก้ไขปัญหาความยากจนจะไม่เกิดขึ้น ถึงแม้ทำได้ก็แค่แก้อาการเท่านั้น และผมมองด้วยว่าในสังคมไทยเป็นระบบทุนนิยมเพียงครึ่งตัว เพราะปล่อยให้มีการแข่งขันอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ปล่อยให้มีการต่อรองอย่างเต็มที่ ” นายณรงค์ กล่าว
น.ส.วิไลวรรณ กล่าวว่าปัญหาความจนที่ทุกฝ่ายพยายามพูด ทั้งเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ ลดความยากจน ตนมองว่าวิธีการแก้ไขปัญหายังไม่มีทางออก เพราะชีวิตคนทำงานก็ยังจนอยู่ ยังขาดกลไกทางด้านกฎหมายที่นำไปปฏิบัติจริง เช่น กรณีแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง จะสร้างความเป็นธรรมได้อย่างไร ถึงแม้ว่าจะมีการรวมตัวเพื่อดูแลสวัสดิการ แต่กลไกทางกฎหมายไม่มีผลบังคับและไม่มีประสิทธิภาพที่จะใช้ได้จริง กรณีที่นายทุนเลิกจ้าง เลิกกิจการ การจ้างแรงงานข้ามชาติ การกดค่าแรง และไม่ให้สวัสดิการตามข้อบังคับของกฎหมาย ดังนั้นการที่รัฐบาลออกนโยบายหรือกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวกับแรงงานขอให้ภาคแรงงานเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลทางปฏิบัติและความยั่งยืน
“แม้วันนี้จะขึ้นค่าจ้างให้เป็นวันละ 250 บาทก็ไม่พอ เพราะของขึ้นราคา ในส่วนของผู้ใช้แรงงานหากมีรายได้เพียงเท่านี้ก็เพียงพอ ตราบใดที่ราคาสินค้าไม่ขึ้นราคา มีหลายคนมองว่าภาคแรงงานขึ้นราคาเป็นผลทำให้สินค้าขึ้นราคา ดิฉันมองว่าไม่ใช่เช่นนั้น เพราะพวกเราอยู่ไม่ได้หากค่าครองชีกสูง และการที่ภาคแรงงานเดินขบวนประท้วง ขอความเป็นธรรมกับรัฐบาล เพราไม่สามารถต่อรองกับนายทุนได้ ดังนั้นจึงต้องมาพึ่งรัฐให้เข้าไปแทรกแซงทุนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม” น.ส.วิไลวรรณ กล่าว
ด้านนายอรรถวิชช์ กล่าวว่าที่ผ่านมารัฐบาล ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 รอบ คือ SP1 เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และ SP2 เน้นการลงทุนระยะกลางและยาว เช่นการปรับปรุงแผนโครงข่ายคมนาคม ด้วยรถไฟฟ้า, การจัดระบบชลประทาน, ถนนไร้ฝุ่น และล่าสุดจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สวมเสื้อสกรีนคำว่าไพร่ จึงเป็นที่มาของนโยบายประชาวิวัฒน์ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม อย่างไรก็ตามยอมรับว่าปัญหาของแพงแก้ไม่ได้ เนื่องจากราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นตนของเรียกร้องให้พรรคการเมืองรณรงค์หาเสียงครั้งหน้าให้ต่อสู้เรื่องการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ
นายอรรถวิชช์ กล่าวโดยเชื่อว่าประชาชนจะหลุดพ้นความยากจนได้ คือ ภาคประชาชนต้องเกิดการรวมกลุ่ม อาทิ สหกรณ์ และต้องให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้รวบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ อย่างไรก็ตามเรื่องของค่าแรงของภาคแรงงานขณะนี้ตนได้หารือกับนายอภิสิทธิ์ เพื่อเปิดนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด แต่ติดปัญหาในเรื่องของการเจรจากับกลุ่มนายจ้าง ซึ่งมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่เห็นว่าควรส่งเสริมให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ



