
ผู้นำลิเบียปรากฎตัวอีกประกาศขยี้ศัตรู
ผู้นำลิเบียปรากฎตัวที่จตุรัสสีเขียว ประกาศจะเปิดคลังแสงติดอาวุธให้ผู้สนับสนุนเล่นงานศัตรู บุตรชายผู้นำลิเบีย กล่าวหาอัล ไกดา อยู่เบื้องหลังการลุกฮือ เรียกร้องขอเจ้าหน้าที่ตรวจหาความจริงจากยุโรป ชาวอเมริกันและชาวยุโรป ที่เดินทางโดยเรือโดยสาร ได้ไปถึงมอลต้า
(26ก.พ.) สถานีโทรทัศน์ของทางการลิเบีย ได้แพร่ภาพล่าสุดของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี่ ผู้นำลิเบีย ที่ปรากฎตัวที่กรีน สแควร์ หรือ จตุรัสสีเขียว ในกรุงทริโปลี เมื่อวันศุกร์ พร้อมประกาศท้าทายว่าจะบดขยี้ศัตรูให้ราบคาบ และกระตุ้นฝูงชนที่สนับสนุนเขาให้ร่วมกันปกป้องลิเบียและน้ำมัน อันเป็นผลประโยชน์ของประเทศ และถ้าจะเป็น ก็จะเปิดคลังแสงเพื่อติดอาวุธให้กับประชาชนชาวลิเบียทุกคนและทุกชนเผ่าในประเทศ
นับเป็นถ้อยแถลงครั้งที่ 3 แล้วในสัปดาห์นี้ของผู้นำลิเบีย ก่อนหน้านี้ เขาได้เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเขา ร่วมกันบดขยี้พวกกบฎที่ลุกฮือขึ้นต่อต้านเขาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ต่อมาเขากลับโทษกลุ่มก่อการร้ายอัล ไกดา ว่า อยู่เบื้องหลังการลุกฮือ ที่เขาเรียกว่า ใช้ยาเสพติดมอมเมาเยาวชนให้พยายามโค่นอำนาจเขา
พันเอกกัดดาฟี่ ปรากฎตัวล่าสุด ในสภาพสวมเสื้อแจ็คเก็ตสำหรับฤดูหนาว และหมวกล่าสัตว์ปิดใบหู และแว่นกันแดด ยืนอยู่บน เร้ด คาสเซิล ที่เคยเป็นป้อมปราการในอดีต ระหว่างพูดเอาใจฝูงชนว่า ถ้าประชาชนไม่รักกัดดาฟี่แล้ว เขาก็ไม่คู่ควรที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ก่อนจะพูดปลุกระดมต่อไปว่า ให้ทุกคนพร้อมต่อสู้เพื่อลิเบีย เพื่อเกียรติยศและเพื่อน้ำมัน และทำให้ศัตรูได้รับความอับอาย หลังจากนั้น เขาได้ส่งจูบให้บรรดาผู้สนับสนุนและชูกำปั้นขึ้นในอากาศ และปลุกเร้าฝูงชน ให้ระลึกถึงเหตุการณ์ที่ลิเบียเคยเอาชนะเจ้าอาณานิคมอย่างอิตาลี จนสามารถแยกตัวเป็นเอกราชได้สำเร็จ
เมื่อวันพฤหัสบดี ผู้นำลิเบียได้แถลงผ่านทางโทรศัพท์ ทำให้เกิดการคาดเดากันว่า เขาอาจมีปัญหาสุขภาพ แต่การปรากฎตัวเมื่อวันศุกร์ ได้แสดงให้เห็นเขา ยืนอยู่เหนือจตุรัสสีเขา ชูกำปั้นไปด้วยและพูดไปด้วย
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันบรู้คกิ้งส์ ในวอชิงตัน ให้ความเห็นว่า คนส่วนใหญ่ที่จตุรัสสีเขียว เป็นพวกที่สนับสนุนพันเอกกัดดาฟี่อย่างแท้จริง พวกเขาไม่รู้จักใครนอกจากพันเอกกัดดาฟี่ และดูเหมือนหลายคนอาจตกเป็นผู้สูญเสียถ้าพันเอกกัดดาฟี่หมดอำนาจ ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่คนเหล่านี้ ยังยึดถือในตัวพันเอกกัดดาฟี่ เพราะผู้นำลิเบีย ไม่เคยพูดให้รู้เลยว่า มีหลายเมืองแล้วที่ได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจของเขา แต่เลือกพูดเพื่อโน้มน้าวให้เห็นว่าเขาไม่ยอมก้มหัวให้กับสิ่งที่เรียกว่าเป็นการแทรกแซงจากต่างชาติ แต่ลูก ๆ ของเขา พากันตระหนักแล้วว่า พื้นที่ทางตะวันออกไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของพ่อของพวกเขาอีกแล้ว
บุตรชายกล่าวหาอัล ไกดาอยู่เบื้องหลังการลุกฮือ
นายซาอีฟ อัล-อิสลาม บุตรชายคนที่สองของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี่ ผู้นำลิเบีย ได้แถลงเป็นภาษาอังกฤษในกรุงทริโปว่า กลุ่มก่อการร้ายอัล ไกดา อยู่เบื้องหลังการลุกฮือขึ้นในลิเบีย และเรียกร้องให้รัฐบาลชาติยุโรป ส่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจด้านการค้นหาความจริงเข้าไปในประเทศของเขา
ถ้อยแถลงของนายซาอีฟ เป็นการย้ำคำพูดของบิดา ที่แถลงผ่านโทรศัพท์และออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า อุสมา บิน ลาเดน ผู้นำเครือข่ายก่อการร้ายอัล ไกดา เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในลิเบีย และอ้างว่า สมุนอัล ไกดา เอายาเสพติดมอมเมาเยาวชนให้โค่นอำนาจเขา
นายซาอีฟ กล่าวว่า อัล ไกดา ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ สนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในลิเบียและยังบอกด้วยว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของการทำสงครามในโลก ส่วนเรื่องรายงานตัวเลจผู้เสียชีวิตนายซาอีฟ ย้ำว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่ออกมานั้น มากเกินความเป็นจริง และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ค้นหาความจริงของยุโรป เข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ที่แท้จริงในลิเบีย ถ้าเป็นไปได้
เขายังพูดถึงรายงานที่ว่า กองกำลังลิเบียได้ทิ้งระเบิดใส่พื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน และสังหารพลเรือนด้วยว่า กองทัพอากาศของลิเบีย เพียงแต่ทิ้งระเบิดใส่คลังอาวุธทางใต้ของเมืองเบนกาซี1 แห่ง , ทางใต้ของกรุงทริโปลี 2 แห่ง และทางใต้ของเมืองอิจดาเบียอีก 1 แห่ง
การลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจของผู้นำลิเบีย ที่เริ่มเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ได้ลุกลามไปเกือบทั่วพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งกินเนื้อที่ครึ่งหนึ่งของประเทศแล้ว ผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า ทางการได้ตอบโต้ด้วยการยิงใส่ผู้ประท้วงในหลายเมืองใหญ่ การใช้ความรุนแรงในการกวาดล้าง ได้ช่วยให้พันเอกกัดดาฟี่สามารถควบคุมกรุงทริโปลี ที่มีประชากรราว 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด 6 ล้านคน เอาไว้ได้ แต่การที่ผู้ประท้วงได้รับการหนุนหลังจากทุกหมู่เหล่า ได้สร้างความแตกแยกขึ้นในประเทศ และอาจผลักดันประเทศเข้าสู่สงครามกลางเมือง
แม้แต่ญาติสนิทของพันเอกกัดดาฟี่ อย่างนายกัดฮาฟ อัล ดัม และทูตลิเบียทั่วโลก รวมถึงรัฐมนตรียุติธรรมและรัฐมนตรีมหาดไทย ต่างก็ไปยืนข้างผู้ประท้วง
ชาวอเมริกันและยุโรปเดินทางถึงมอลต้าแล้ว
หลังจากล่าช้าไป 3 วัน ในที่สุดเรือโดยสารที่สหรัฐเช่าไปอพยพชาวอเมริกันและชาวต่างชาติอื่นๆ ออกจากลิเบียเมื่อวันศุกร์ ก็ได้เดินทางถึงเกาะมอลต้า ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว โดยเรือโดยสาร " มาเรีย โดโลเรส ได้นำผู้โดยสารกว่า 300 คน รวมทั้งพลเมืองสหรัฐอย่างน้อย 167 คนออกจากลิเบีย ที่กำลังร้อนระอุและระส่ำระสายอย่างหนัก
หลังจากเรือเข้าเทียบท่าวัลเล็ตต้า ของมอลต้า ก็ต้องใช้เวลาหลายนาที ในการนำผู้อพยพบนรถนั่งขึ้นฝั่ง โดยมีการร้องขอให้คนเหล่านี้ได้รับการช่วยเหลือก่อน จากนั้นก็ตามด้วยผู้หญิงอุ้มเด็ก และคนที่จูงลูก ก็ทะยอยกันก้าวขึ้นจากเรือ หลังจากต้องเดินทางด้วยความทุกลักทุเลและต้องอยู่บนเรือนานถึง 8 ชั่วโมง
ผู้โดยสารชาวอเมริกันคนหนึ่ง บอกว่า แม้จะเกิดการขลุกขลักบ้างเพราะความล่าช้า และยังต้องค้างแรมต่อบนฝั่งอีก 2-3 วัน แต่ก็ยังนับว่าโชคดีกว่าคนอื่น ที่ยังไม่ได้ออกจากลิเบีย ส่วนชาวอเมริกันเชื้อสายลิเบียอีกคนหนึ่ง บอกว่า รู้สึกว่าปลอดภัยเมื่อเดินทางถึงมอลต้า แต่ก็อดเป็นห่วงประชาชนชาวลิเบีย และการดิ้นรนต่อสู้ของพวกเขาไม่ได้
ก่อนหน้านี้ ได้เกิดคลื่นสูงและลมแรง ทำให้เรือโดยสารไม่สามารถเดินทางออกจากกรุงทริโปลีได้ ส่วนเที่ยวบินเช่าเหมาลำที่สหรัฐนำมาอพยพพลเมือง ได้ออกจากกรุงทริโปลี เมื่อเช้าวันศุกร์ และเดินทางถึงนครอิสตันบุล ของตุรกี ตอนกลางคืน ส่วนผู้โดยสารมีบางคนทำงานที่สถานทูตสหรัฐ และมีชาวอังกฤษรวมอยู่ด้วย 1 คน
ทางการสหรัฐ ระบุว่า ได้พยายามจะเข้าถึงทุกคน และนำพวกเขาขึ้นเครื่องบิน แต่โชคไม่ดีที่บรรยากาศด้านความมั่นคงในกรุงทริโปลี ไม่อำนวยที่จะนำทุกคนออกมาได้ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ไปขึ้นเครื่องบินได้สำเร็จ ซึ่งนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ได้มีชาวต่างชาติหลายหมื่นคนแล้ว ที่พยายามหนีออกจากลิเบีย โดยเฉพาะชาวจีนและตุรกีหลายพันคน ที่พยายามแย่งกันขึ้นเรือที่ถูกส่งไปรับ



