
เปิดหมู่บ้านแรงงานลิเบีย30ชีวิตกลางม็อบ
ญาติของแรงงานไทยในลิเบียต่างวิตกกังวล ห่วงใยคนในครอบครัวที่ยังติดอยู่กับภาวะความรุนแรง เหตุจลาจลของประเทศลิเบีย นอกจากไปลงชื่อขอให้ภาครัฐช่วยเหลือนำตัวกลับประเทศไทยให้ได้อย่างปลอดภัย แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนทำตอนนี้คือ...ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
หมู่บ้านดงยาง ต.สุมเส้า อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี เป็นหมู่บ้านที่มีหัวหน้าครอบครัวไปขายแรงงานที่ประเทศลิเบียมากถึง 30 ชีวิต เหลือเพียงผู้หญิง เด็กและคนชราอยู่เฝ้าบ้านเท่านั้น กิจวัตรประจำวันที่ผ่านมา กลางวันชาวบ้านมักจะจับกลุ่มพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบของกันและกัน รวมทั้งบอกเล่าความเป็นไปของหัวหน้าครอบครัวที่ไปขายแรงงานในประเทศลิเบีย ตกเย็นก็เข้าบ้านใครบ้านมัน ไม่เที่ยวเตร่ ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์มาจากความลำบากของพ่อบ้านแทบทั้งสิ้น
แต่มาวันนี้เวลากินเวลานอนของชาวบ้านที่นี่เปลี่ยนแปลงไปหมด กินน้อย นอนน้อย จับกลุ่มติดตามข่าวสารจากทุกสื่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียดวิตกกังวล ที่สำคัญทุกคนไม่ห่างโทรศัพท์มือถือ เติมเงินและชาร์จแบตให้เต็ม เสียงกริ๊งของโทรศัพท์ที่ดังแต่ละครั้ง กระชากหัวใจพวกเขาให้ลุ้นระทึก และจะดีที่สุดหากปลายสายเป็นคนที่พวกเขารอคอย...
ลุงสุมาลี วงศ์ลุน ในวัย 53 ปี แรงงานรุ่นแรกที่ถือเป็นคนบุกเบิกไปประเทศลิเบียของหมู่บ้านแห่งนี้ เล่าย้อนอดีตชีวิตในอีกซีกโลกหนึ่งว่า ไปขายแรงงานที่ประเทศซาอุฯ ตั้งแต่อายุ 23 ปี กระทั่งเกิดเหตุการณ์เรื่องเพชรซาอุ แรงงานไทยถูกยกเลิกทั้งหมด จึงกลับมาอยู่บ้านระยะหนึ่ง ก่อนตัดสินใจไปทำงานที่ประเทศลิเบีย ประเทศที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อ แต่เมื่อมีเพื่อนมาชวน ก็ขอยืมเงินพ่อตาแม่ยาย 2 หมื่นบาท ขายควายที่เลี้ยงไว้ 1 ตัวได้เงิน 6,000 บาท และนำเงินที่เก็บสะสมไว้ทั้งหมดรวบรวมได้ 3 หมื่นบาท ตรงดิ่งไปหานายหน้าที่ กทม.ตามที่เพื่อนแนะนำทันที
ลุงสุมาลี บินลัดฟ้าไปทำงานเป็นคนงานในการสร้างโรงกลั่นน้ำกร่อยให้เป็นน้ำจืด ที่เมืองตริโปลี เมืองที่อยู่ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อยู่ในแคมป์คนงานไทยที่อยู่รวมกันกว่า 500 คน พักในตู้คอนเทนเนอร์ติดแอร์นอนตู้ละประมาณ 10-15 คน กิจวัตรประจำวันในต่างเมือง เริ่มต้นวันใหม่ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ทำธุระส่วนตัว กินข้าวเช้า มีทั้งกาแฟและอาหาร ต้ม ผัด แกง ทอด ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในแต่ละวัน ซึ่งล้วนแต่เป็นอาหารไทย โดยพ่อครัวคนไทยทำให้คลายความคิดถึงบ้านไปได้มาก เจอคนไทย พูดภาษาไทย กินอาหารไทย จนทำให้บางครั้งลืมไปว่าอยู่ต่างถิ่น
"เวลาทำงานก็คิดไปเรื่อยเปื่อย รอลุ้นตอนเย็นเลิกงาน ทุกคนจะตรงดิ่งไปที่จดหมายในกล่อง เพื่อหาจดหมายจากทางบ้าน วันไหนมีจดหมายมาจะรีบอาบน้ำรีบเอาจดหมายไปนอนอ่าน อ่านแล้วอ่านอีกไม่รู้เบื่อ อ่านให้หายคิดถึง เพราะสมัยก่อนไม่มีโทรศัพท์ไม่มีเครื่องมือสื่อสารอะไร ต้องรอจดหมายอย่างเดียว ส่งแต่ละที 3 เดือนถึงได้รับ" ลุงสุมาลีเล่ากลั้วหัวเราะ
ลุงสุมาลีเล่าย้อนอดีตอีกว่า ไปทำงานที่ลิเบียไม่ลำบาก มีอุปสรรคแค่เรื่องอากาศเท่านั้น หนาวจัดร้อนจัด ส่วนการกินอยู่ดี นอนห้องแอร์ แถมศุกร์สิ้นเดือนนายจ้างจะมีรถบัสมารับคนงานไปช็อปปิ้งในเมืองอีกด้วย อยู่ที่นั่นดีมาก ขออย่างเดียวต้องเคารพและทำตามกฎหมายเขาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกฎเหล็ก 3 ข้อคือ ห้ามดื่มเหล้า ห้ามยุ่งกับผู้หญิงลิเบีย และห้ามลักเล็กขโมยน้อย ใครแหกกฎถูกขังลืมแน่
“ช่วงที่เดินทางไปทำงานได้ประมาณ 1 ปี มีเพื่อนๆ แรงงานชาวลิเบีย เขาชี้ให้ดูโมอัมมาร์ กัดดาฟี ที่เดินทางมาดูความคืบหน้าการก่อสร้างในจุดที่ผมทำงานอยู่ด้วย เห็นเขาไกลๆ หน้าตาดี มีหนวดเคราเหมือนผู้ชายอาหรับทั่วไป แต่สมัยนั้นไม่รู้ว่าเขามีตำแหน่งอะไร รู้แต่ว่าเป็นผู้นำประเทศ และงานก่อสร้างที่ผมไปทำ เขาเป็นคนดูแลอยู่" ลุงสุมาลีเล่า
ลุงสุมาลีส่งเงินให้ทางบ้านเก็บหอมรอมริบจนสร้างบ้านสองชั้นบนเนื้อที่ 2 งาน ซื้อรถ ซื้อไร่นากว่า 29 ไร่ มีหลักมีฐานตั้งเนื้อตั้งตัวได้ก็เดินทางกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิด นำรถกระบะไปดัดแปลงเป็นรถรับส่งนักเรียน ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวหลังจากระเห็จไปขายแรงงานมานานนับสิบปี
บ้าน รถ ที่นา ทรัพย์สินที่มองเห็นอย่างเป็นรูปธรรม บวกกับคำบอกเล่าของลุงสุมาลีและเพื่อนอีก 2 คนที่เป็นรุ่นบุกเบิกของหมู่บ้าน จึงทำให้ชายหนุ่มรุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่างเลือกไปขายแรงงานที่ลิเบียตามรอยคนรุ่นแรก จนทำให้วันนี้มีหนุ่มฉกรรจ์ของหมู่บ้านดงยางรวม 30 คนยังคงทำงานที่ลิเบีย และขาดการติดต่อไปตั้งแต่เกิดเหตุจลาจล ชาวบ้านต่างหวังว่า...การอพยพแรงงานชุดแรกที่กำลังจะมาถึงเมืองไทย จะมีญาติของพวกเขารวมอยู่ในนั้นด้วย...
กวินทรา ใจซื่อ



