
ถึงเวลาที่ชาวโลกต้องอพยพหนีภัยสิ่งแวดล้อม
ตั้งแต่มนุษยชาติรู้จักการใช้ประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็เป็นการเริ่มต้นของวงจรการทำร้ายระบบนิเวศโลก เนื่องจากมีการปล่อยก็าซคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศรบกวนชั้นโอโซนที่เป็นเกราะป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลท (ยูวี)
ของโลกตามธรรมชาติ จนปัจจุบันสภาพบรรยากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดภาวะผันผวนของภูมิอากาศโลก ไม่ว่าจะเกิดภาวะโลกร้อน หรือเกิดภาวะความหนาวเย็นผิดปกติ กลายเป็นแรงกดดันให้ประชากรโลกต้องปรับตัวรับกับสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
การปรับตัวของประชากรโลกส่วนหนึ่งก็คือการอพยพไปสู่ดินแดนใหม่ที่เชื่อว่าจะทำให้รอดพ้นจากภาวะกดดันจากสภาพสิ่งแวดล้อมในดินแดนที่เคยอาศัยอยู่ ซึ่งผลการศึกษาของ ศ.คริสตินา ทิราโด แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแองเจลิส ชี้ว่าตั้งแต่บัดนี้จนถึงปี 2563 ประชากรโลกประมาณ 50 ล้านคนจะอพยพขึ้นไปทางตอนเหนือเส้นศูนย์สูตรมากขึ้น เพราะดินแดนที่อยู่เดิมได้รับผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกทำให้ความมั่นคงทางอาหาร และความเป็นอยู่ถูกกัดกร่อนจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป
จากปัจจุบันจะเห็นได้ว่าชาวแอฟริกาเหนือได้อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ ไปยังสเปน หรืออิตาลี กันมากขึ้น เพราะนอกจากปัจจัยด้านการเมืองที่ไม่มั่นคงในตูนิเซีย และลิเบีย แล้ว ประเทศในภูมิภาคนี้ยังเผชิญกับภาวะฝนตกมากผิดปกติทำให้พืชอาหารติดเชื้อราได้ง่าย ขณะเดียวกันอากาศในฤดูหนาวที่อุ่นขึ้นยังส่งผลให้แมลงศัตรูพืชเข้าทำลายพืชอาหารมากขึ้น
ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจนทำให้การผลิตพืชอาหารทำได้ลำบาก นั้นกำลังจะลุกลามไปทั่วโลก สอดคล้องกับคำเตือนขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ว่าโลกจะเกิดภาวะอาหารขาดแคลนเนื่องจากผลผลิตอาหารลดลง จากสภาพภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงภายในทศวรรษนี้
แล้วคุณหาทางออกให้แก่ชีวิตแล้วหรือยัง?



