
ผลดีและผลเสียที่ศาลสั่งปล่อยแกนนำเสื้อแดง
ก่อนออกจากบ้านไปทำงาน (12.00 น.) ผมมาปิดเน็ตบุ๊กที่เปิดทิ้งค้างไว้ตั้งแต่กลางคืน พบข้อเขียนในบล็อกของคุณ SIGREE BIN MAMAK เขียนถึงเรื่องการปล่อยแกนนำกลุ่มเสื้อแดง 7 คน อย่างท้อแท้
ผมจึงเขียนถึงเรื่องนี้สั้นๆ ขึ้น เพื่อให้พิจารณากันเองว่า การที่ศาลมีคำสั่งปล่อยแกนนำทั้ง 7 คนนั้น มีทั้งผลดีและผลเสีย ผมเห็นว่าน่าจะเป็นผลดีต่อบ้านเมืองโดยรวมมากกว่า (เรื่องนี้เป็นความเห็นของผมเอง อาจจะผิดหรือถูกก็ได้ ใช้วิจารณญาณพิจารณาเอาเองครับ) ซึ่งสรุปได้ดังนี้
ผลดี
1.สร้างความสมานฉันท์ขึ้นในบ้านเมืองได้ในระดับหนึ่ง
2.เวลา 9 เดือนในเรือนจำ ผมว่าเพียงพอแล้วที่แกนนำทั้ง 7 คน จะรู้สึกรู้สาอะไรบ้าง อย่างน้อยก็รู้ว่า ใครเป็นมิตรแท้ มิตรเทียม จะได้ไปคิดบัญชีกันเอาเอง อย่ามาคิดบัญชีกับรัฐบาล หรือทหาร
3.ผลการปล่อยครั้งนี้หลายคนเห็นว่า กลุ่มคนเสื้อแดงกดดันศาลจนเป็นผลสำเร็จ แต่ผมกลับเห็นว่า “รัฐบาลจงใจปล่อยมากกว่า” เพราะเหตุผลตามข้อ 2 และข้อ 5 ดังนั้นอย่าไปเสียใจอะไรครับ
4.บทบาทของแกนนำทั้ง 7 คน ในห้วงเวลาต่อไปเมื่อมีอิสระแล้ว จะชี้ให้ศาลและประชาชนเห็นว่า ข้อกล่าวหาที่ตั้งนั้น มีน้ำหนักน่าเชื่อถือหรือไม่ ถ้ายังแรงอยู่อย่างเดิม ก็คงไม่มีสิทธิ์ที่จะแก้ตัวอะไรอีกเป็นครั้งที่ 2
5.ภายในพรรคเพื่อไทยเอง ก็จะมีปัญหาเรื่องการแบ่งโควตาสมัคร ส.ส. ให้แก่ทางกลุ่มเสื้อแดงขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้ถ้ามองในมุมของผู้สนับสนุนพรรคจะเห็นว่าทำงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายให้พรรค พอดีกับที่จำนวน ส.ส.เลือกตั้งลดลง จะให้ไปลงสัดส่วนแทนก็รู้กันแน่ๆ ว่า สัดส่วนแพ้ ปชป. 100% ซึ่งเท่ากับรัฐบาลผลักดันปัญหานี้กลับไปให้ทางพรรคเพื่อไทยเพิ่มขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะเป็นผลทำให้ต้องมีการส่งบัญชีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งกลับไปให้คุณทักษิณพิจารณาทบทวนอีก (ยุ่งไหมล่ะ)
6.การที่ศาลให้ประกันแกนนำพันธมิตร ในข้อหาเดียวกันกับแกนนำกลุ่มเสื้อแดง แต่ไม่ให้ประกันแกนนำกลุ่มเสื้อแดงนั้น คนทั่วๆ ไปเข้าใจถึงข้อแตกต่างได้ดี แต่ประชาชนในชนบทจะเข้าใจได้ยากมาก จึงตัดปัญหาเรื่องนี้ออกไปได้อีกกรณีหนึ่ง
ผลเสีย
1.การปล่อยแกนนำทั้ง 7 คนนี้ เป็นการทำลายขวัญผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลมาตลอดอย่างรุนแรง รวมทั้งประชาชนทั่วๆ ไปด้วย ที่เห็นว่า “คนทำผิดต้องควรที่จะได้รับการลงโทษ” เรื่องนี้เราต้องทำใจเป็นกลางคิดถึง 2 เรื่องควบคู่กัน
เรื่องแรก แกนนำทั้ง 7 คน ยังเป็นเพียงแค่ผู้ต้องหาเท่านั้น และบทบาทในการแสดงออกของแต่ละคนยังแตกต่าง หนัก เบา ออกไปอีก เช่น บทบาทของคุณจตุพร กับบทบาทของหมอเหวง เป็นต้น เราต้องให้โอกาสเขาบ้าง เชื่อเถอะครับ ใครดีใครชั่ว รู้กันครั้งนี้แน่
เรื่องที่สอง บ้านเมืองเราปกครองด้วยกฎหมาย เป็นที่ยอมรับของนานาชาติว่า มีความเที่ยงธรรมเหนือกว่าอีกหลายร้อยประเทศ รู้กันอยู่ในวงการกฎหมายระหว่างประเทศ (ยกเว้นทนายหิวเงินอัมสเตอร์ดัมเท่านั้น) การที่ศาลปล่อยโดยไม่มีข้อจำกัดมากนัก เท่ากับเป็นการปล่อยให้ผู้ต้องหาทั้ง 7 คน แสดงบทบาทออกมาสู่สาธารณชนได้ค่อนข้างมาก ซึ่งบทบาทเหล่านี้จะเป็นประเด็นตอกย้ำถึง “จุดยืน” ของแต่ละคนว่าเป็นคนอย่างไร
2.ข้าราชการทหาร- ตำรวจส่วนหนึ่งจะเข้าใจผิดต่อรัฐบาล อาจมีบางส่วนชะลองานได้ ทั้งที่มาจากสาเหตุท้อถอยหมดกำลังใจ และบางส่วนก็ชะลองานเพื่อรอทิศทางอำนาจใหม่ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องจัดการเอาเอง อย่าไปสนใจครับ (ช่างหัวมันบ้าง)
นโปเลียนมหาราช กล่าวไว้ว่า “เราต้องรู้จักเปลี่ยนและเรียนรู้จากความผิดพลาด ถ้าอยากรักษาอำนาจให้ยั่งยืน” กรณีนี้แกนนำคนเสื้อแดงทั้ง 7 คน น่าจะคิดอะไรได้บ้าง สถานการณ์ต่อไปข้างหน้าที่จะเกิดขึ้นจากความเป็นอิสระของแกนนำทั้ง 7 คนนี้ ผมเห็นว่า ไม่น่าจะเลวร้ายอะไร แต่ที่น่ากลัวก็คือพวกที่ยังไม่เคยเข้าคุกอีกหลายสิบคนต่างหากครับ อย่าไปวิตกกังวลอะไรมากนัก อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้ามันรุนแรงจริงๆ ก็ดี แสดงว่าทั้งรัฐบาลก็บริหารงานไม่ได้เรื่อง ฝ่ายเสื้อแดงก็ตั้งใจก่อเหตุจริงๆ ฝ่ายเสื้อเหลืองก็ดื้อดึง
อย่างไรก็ตามผมคิดว่าไม่มีใครยอมปล่อยให้บ้านเมืองเราล่มสลาย เพราะเรื่องแค่นี้หรอกครับ จะได้ล้างไพ่กันใหม่เสียที อย่าลืมว่าคนไทยเราไม่เหมือนชาติไหนในโลก ไอ้เรื่องจลาจลที่ระบาดอยู่ในตะวันออกกลาง ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นในไทยได้ 100% เพราะแม้แต่สหรัฐ หรืออังกฤษเอง ก็ให้อิสระ สิทธิ เสรีภาพแก่ประชาชนน้อยกว่าประเทศไทยมาก จนคนต่างชาติหลั่งไหลมาอยู่ประเทศไทยเต็มไปหมดแล้ว ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือประเทศไทยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงงานเพื่อประชาชนของพระองค์มาตลอดชีวิต แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังทรงงานอยู่ แม้พระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษา 83 พรรษาแล้วก็ตาม
“FREEDOM IS DOING WHAT YOU LIKE UNDER THE LAW” อิสรภาพคือการกระทำอะไรก็ได้ ภายใต้กฎเกณฑ์ของกฎหมาย (มองเตสกิเออร์ : ค.ศ.1689-1755)
พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์



