
ปัญหาโลก...
หนังสือเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทยเล่มล่าสุดบอกว่า ปีนี้ประชากรโลกจะมีถึง 7,000 ล้านคน จากการประเมินของหน่วยงานด้านประชากรขององค์การสหประชาชาติ
โรเบิร์ต คุนซิก ผู้เขียนรายงานนี้กล่าวว่า ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งในปลายปี 2011 ที่จะถึงนี้ โลกจะมีประชากรถึง 7,000 ล้านคน แม้ว่าอัตราการเพิ่มของประชากรปัจจุบันจะเริ่มชะลอตัวลง แต่ก็ยังไม่หยุดนิ่ง ประชากรโลกจะยังเพิ่มขึ้นต่อไปอีกอย่างน้อยสองถึงสามทศวรรษ นั่นหมายความว่าด้วยอัตราการเพิ่มของประชากรโลกราว 80 ล้านคนต่อปีอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เมื่อถึงปี 2045 โลกน่าจะมีประชากรถึง 9,000 ล้านคน ทุกวันนี้ที่ผ่านไปผู้คนเกือบ 1,000 ล้านคน ก็ต้องอดอยากหิวโหยอยู่แล้ว ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าเมื่อโลกต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องผู้คนเพิ่มขึ้นอีกถึง 2,000 ล้านชีวิตแล้วโลกจะเป็นอย่างไร จะรับมือไหวหรือ
เพราะจากจำนวนประชากรโลกที่จะเพิ่มขึ้นทั้งหมดในอนาคตนี้ มากกว่าร้อยละ 95 จะอยู่ในกลุ่มประเทศยากจนหรือว่ากลุ่มประเทศด้อยพัฒนา
รายงานนี้กล่าวว่า ด้วยความเจริญทางการแพทย์ทั้งภาวะโภชนาการและสุขอนามัยที่ดีขึ้น ทำให้คนเรามีอายุยืนขึ้น โดยสามารถยืดอายุขัยเฉลี่ยแล้วได้สองเท่า ทำให้ประชากรโลกจะยังคงเพิ่มต่อไปแม้ว่าผู้คนจะมีลูกกันน้อยลง
ตัวอย่างเช่นในอินเดียอายุขัยเฉลี่ยของประชากรเพิ่มขึ้นจาก 38 ปีเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน มาเป็น 64 ปีในปัจจุบัน หรืออย่างเช่นว่า จีนที่เป็นบ้านของประชากรถึงหนึ่งในห้าของโลกนั้น ก็เพิ่มจาก 41 ปีมาเป็น 73 ปี
ตัวอย่างเช่นนี้เท่ากับชี้ให้เห็นว่า ประชากรหลายล้านคนในประเทศที่กำลังพัฒนาของโลกซึ่งอาจจบชีวิตลงตั้งแต่ยังเกิด กลับมีชีวิตยืนยาวจนมีบุตรของตนเอง ด้วยเหตุนี้ประชากรจึงได้เพิ่มขึ้นอย่างทบทวีทั่วโลก
จีนประสบความสำเร็จในการควบคุมประชากรให้ลดลงได้อย่างรวดเร็วด้วยนโยบายลูกคนเดียวที่บังคับใช้เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ในขณะที่อินเดียยังน่าเป็นห่วงด้วยประชากรเพิ่มขึ้นมากที่สุดในโลก เมื่อถึงปี 2030 คาดว่าอินเดียจะมีประชากรมากกว่าจีน
แต่ว่ากว่าจะถึงปี 2030 หรืออีก 20 ปีข้างหน้านี้ ประชากรวัยรุ่นซึ่งปัจจุบันมีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ก็จะเข้าสู่วัยมีบุตร แม้ว่าสตรีคนหนึ่งจะมีบุตรเพียง 2 คน ประชากรโลกก็จะยังเพิ่มอย่างรวดเร็วอยู่ดี และเกือบหนึ่งในหกของคนเหล่านี้จะอยู่ในอินเดีย
ทุกวันนี้การเพิ่มของจีดีพี ในระยะหลังส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีนกับอินเดียโดยตรง และก็จะยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ต่อไป และนั่นก็หมายถึงว่าทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดของโลกจะถูกเค้นขึ้นมาใช้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและจำนวนประชากรมหาศาล
แล้วเมื่อถึงวันหนึ่งเราก็อาจไม่มีทรัพยากรเพียงพอเลี้ยงคนทั้งโลก และการขาดแคลนอาหารอาจทำให้อารยธรรมของโลกล่มสลายลงได้ รายงานชิ้นนี้ว่า
ทุกวันนี้ในหลายประเทศทั่วโลกต่างก็ดิ้นรนที่จะหลุดพ้นไปจากความยากจนอดอยากด้วยการมุ่งดำเนินรอยตามประเทศที่ร่ำรวยแล้ว ประเทศทั่วโลกถ้ามีรายได้สูงขึ้นการบริโภคเพิ่มมากขึ้น อาจทำร้ายโลกในการเผาผลาญทรัพยากร ยิ่งกว่าการเพิ่มของประชากรเสียอีก
ทั้งจีนและอินเดียต่างก็เป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้สำหรับปัญหาของโลกในอนาคต
จึงน่าจับตาดูจีนกับอินเดียเอาไว้ให้ดีครับ อะไรที่เกิดขึ้นในโลกอาหรับเวลานี้เทียบกับสองประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของโลกนี้แล้ว อาจเป็นเพียงแค่กระผีกริ้นเท่านั้น



