
พธม.ย้ำทางปฏิบติไทยเสียดินแดนแล้ว
"โฆษกพธม." โต้ "นายกฯ" 4 ข้อ ย้ำทางปฏิบติไทยเสียดินแดนให้เขมรแล้ว ซัด รัฐบาล หนุนข้ออ้างเขมร วัดแก้วฯสร้างปี 41 แลก ไม่รื้อถอนวัด แถมดักคอ ทหารอินโดฯ ยืนสังเกตการณ์ฝั่งกัมพูชาจริงหรือไม่ แฉ ยูเนสโก หนุนเขมร ให้ไทยจ่ายค่าสินไหมฯ ปราสาทพระวิหารเสียหา
(25ก.พ.) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไคย(พธม.) แถลงข่าวตอบโต้ กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่ารู้สึกแปลกใจที่กลุ่ม พธม. ยังพูดเรื่องนี้เสียดินแดนซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง ว่า ขอทำความเข้าใจว่าไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภูมะเขือ ปราสาทพระวิหาร วัดแก้วสิขาคีรีสวาระ บ้านหนองจาน และอีกหลายจุดนั้น เป็นพื้นที่ของดินแดนไทยทั้งสิ้น ดังนั้นเหตุที่กลุ่ม พธม. บอกว่าไทยเสียดินแดนนั้น มีเหตุผล 4 ข้อที่ยืนยันว่าไทยได้สูญเสียอธิปไตยไปแล้วในทางปฏิบัติดังนี้
1. เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนทั้งภาพถ่ายวีดีโอว่าปัจจุบันกัมพูชาได้ยึดครองดินแดนประเทศไทยอยู่และสำแดงอำนาจอธิปไตยด้วย ทั้งวัดแก้วสิขาคีรีสวาระ ปราสาทพระวิหาร บ้านหนองจานและวัดแก้วสิขาคีรีสวาระ และอีกหลายจุดตาแนวชายแดนไทย - กัมพูชา
2. ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ฝ่ายไทยไม่ยืนยันเส้นเขตแดนของตัวเอง ต่างจากฝ่ายกัมพูชาที่ยืนยันเส้นเขตแดนของตัวเองว่าหมายถึงแผนที่มาตร 1:200,000 ผลก็คือทำให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอสซี และอาเซียนได้เรียกร้องให้ทำข้อตกลงหยุดยิง โดยไม่สนใจว่ากัมพูชายึดครองดินแดนประเทศไทยอยู่ หรือละเมิดเอ็มโอยู 43 ตลออด 11 ปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่เกิดข้อเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาถอยห่างจากผืนแผ่นดินไทย
3. เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ทหารไทยและทหารกัมพูชาได้ทำข้อตกลงให้หยุดยิง หยุดสร้างถนน หยุดเคลื่อนไหว และไม่เพิ่มกำลังรวมทั้งไม่ใช้อาวุธหนัก โดยไม่สนใจว่าหารกัมพูชาต้องออกจากผืนแผ่นดินไทย เท่ากับว่าเป็นไทยสละการใช้กำลังทหารผลักดันกัมพูชา และสละการใช้กำลังทหารมาอยู่บนโต๊ะเจรจา เป็นผลทำให้การเจรจาจะไม่มีวันสิ้นสุด ตราบใดที่ผลการเจรจาไม่ทำให้กัมพูชาพอใจ ข้อตกลงทั้งหมดจะทำให้กัมพูชายึดพื้นที่ดินแดนไทยอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลา
และ 4. การให้อาเซียน เข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการปะทะกันอีก ทั้งๆที่กัมพูชายึดครองดินแดนไทย เท่ากับว่าฝ่ายไทยและกัมพูชายินยอมให้ประเทศที่สามมาเป็นผู้สังเกตการณ์เพื่อยืนยันว่า ฝ่ายไทยไม่มีสิทธิผลักดันทหารกัมพูชาออกจากผืนแผ่นดินไทยได้เลย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเป็นเหตุผลที่กลุ่ม พธม. บอกเสมอว่าไทยได้สูญเสียดินแดนไปเรียบร้อยแล้วอย่างไม่ต้องสงสัยทั้งสิ้น
“ จึงอยากเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์แสดงความรับผิดชอบกับคำพูดที่กล่าวไว้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ว่า หากทำให้เกิดการเสียดินแดนเมื่อไหร่ อย่าว่าแต่เป็นนายกรัฐมนตรีเลย แม้แต่แผ่นดินไทยท่านก็ไม่ควรจะอยู่ด้วยซ้ำไป” นายปานเทพ กล่าว และว่า ท่านนายกฯ พูดเอาไว้เองจึงขอให้รับผิดชอบคำพูดด้วย
นายปานเทพ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ประเด็นของวัดแก้วสิขาคีรีฯ นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา กัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ว่าวัดแก้วสิขาคีรีฯ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2541 เพื่อเป็นเหตุอ้างว่า ภายใต้เอ็มโอยู 43 ห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมก่อนที่จะมีการลงนามเอ็มโอยู 43 ดังนั้นกัมพูชาก็อ้างว่าฝ่ายไทยไม่มีสิทธิไปรื้อถอนวัดแก้วสิขาคีรีฯ แต่ข้อเท็จจริงก็คือทางกัมพูชาสร้างวัดแก้วสิขาคีรีฯ ขึ้นเมื่อปี 2546 ตามหลักฐานซึ่งเป็นภาพถ่ายของนายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ที่สำรวจเมื่อปี 2541 พบว่าบริเวณดังกล่าวไม่พบว่ามีการสร้างวัดแก้วสิขาคีรีฯ ขึ้นมาแต่อย่างใด ซึ่งรายงานของเจบีซีก็ทราบในประเด็นนี้ แต่รัฐบาลไทยใช้ข้อมูลกัมพูชาบอกต่อนานาชาติว่าสร้างปี 41 ดังนั้นจึงอยากให้ถามนายอภิสิทธิ์ ว่า จริงหรือไม่ที่วัดแก้วสิขาคีรีฯสร้างเมื่อปี 2546 ไม่ใช่ปี 2541 และก่อนเอ็มโอยู 43 เกิดขึ้นพื้นดังกล่าวก็ไม่มีวัด
“ เรารอมาถึงวันนี้( 25 ก.พ.) รวม 24 วัน หลังออกแถลงการณ์ดังกล่าวลองใจรัฐบาลว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการแถลงของกัมพูชาในเรื่องนี้ แต่รัฐบาลไม่มีการโต้ประเด็นนี้เลย ทั้งๆที่กัมพูชาได้สร้างวัดนี้เมื่อปี 2546 แต่ฝ่ายหทารและรัฐบาลไทยได้ยืนยันไปยังนานาชาติว่าสร้างเมื่อปี 2541 เท่ากับรัฐบาลเจตนาสมยอมภายใต้ข้อมูลชุดเดียวกันของกัมพูชา” โฆษก พธม. กล่าว
โฆษก พธม. กล่าวถึงประเด็นที่ทางผู้แทนพิเศษขององค์การศึกษาวิทยาศาตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก จะเดินทางเข้าพบนายกรัฐมนตรีในช้วงเย็นวันนี้( 25 ก.พ) ว่า ทหารอินโอนีเซียที่เข้ามาสังเกตการณ์ในพื้นข้อพิพาททั้ง 30 คนนั้น มี 15 คนยืนอยู่ฝั่งไทยแน่นอนอยู่แล้ว แต่อีก 15 คนที่เหลือที่อ้างว่าอยู่ฝั่งกัมพูชาอยากรู้ว่าเขายืนฝั่งกัมพูชาจริงหรือไม่ ถ้าจะยืนฝั่งกัมพูชาต้องยืนบริเวณตีนเขาหรือตีนหน้าผาของปราสาทพระวิหาร และภูมะเขือได้เท่านั้น แต่ถ้ายืนบริเวณปราสาทพระวิหาร วัดแก้วสิขาคีรีฯ ภูมะเขือ เท่ากับว่าฝ่ายไทยยอมรับว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ของกัมพูชา
นายปานเทพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังได้ข่าวมาอย่างไม่เป็นทางการ ว่า ทางยูเนสโกมีความพยายามว่าจะส่งเสริมกัมพูชามากกว่านี้ ด้วยการให้ฝ่ายไทยจ่ายค่าสินไหมชดเชยค่าเสียหายพื้นที่ความเสียหายของปราสาทพระวิหารเพื่อเป็นการตอกย้ำว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชามากขึ้นไปอีก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทางการไทยต้องปฏิเสธ เพราะถือว่าฝ่ายกัมพูชาใช้พื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิขาคีรีฯ เป็นพื้นที่ซ่องสุมอาวุธสงครามและกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งขณะนี้มีการล็อบบี้จากฝ่ายกัมพูชาอยู่ด้วย



