ข่าว

กัดดาฟี่หวังพึ่งแบลร์ช่วยกันยึดทรัพย์

กัดดาฟี่หวังพึ่งแบลร์ช่วยกันยึดทรัพย์

25 ก.พ. 2554

ตระกูลกัดดาฟี่ ทำท่าจะไปไม่รอด หาทางให้โทนี่ แบลร์ เข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ หลังจากอังกฤษเตรียมอายัดทรัพย์สินผู้นำลิเบีย ขณะที่ประเทศลิเบียเสี่ยงถูกถอดออกจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

(25ก.พ.) เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ เดลี่ เมล ของอังกฤษ รายงานว่า คนใกล้ชิดของนายซาอิฟ กัดดาฟี่ บุตรชายของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี่ ผู้นำเผด็จการของลิเบีย ได้เรียกร้องให้อดีตนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ ของอังกฤษ ช่วยทำให้ประเทศของพวกเขากลับคืนสู่เสถียรภาพ โดยนายซาอิฟ ได้พูดถึงอดีตผู้นำอังกฤษว่า ยังคงเป็นมิตรที่ดีของลิเบีย และควรเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเพื่อให้พวกเขาได้อยู่ในอำนาจต่อไป

เจ้าหน้าที่ในกรุงทริโปลี เปิดเผยว่า โทนี่ แบลร์ ได้เข้าร่วมการประชุมร่วมกับพันเอกกัดดาฟี่หรือที่รู้จักกันในนาม " ท่านพี่ผู้นำ " จนถึงเมื่อปีที่แล้ว เขาได้ชื่อเป็นผู้สร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง และควรจะใช้พรสวรรค์ในการสร้างสรรค์สันติภาพของเขากับลิเบีย ที่กำลังต้องการทักษะในทางการทูตของเขา ในขณะที่กำลังเตรียมบทขยี้พวกศัตรู

โทนี่ แบลร์ ได้เตือนก่อนหน้านี้ว่า อาจเกิดความเสียหายเกินกว่าจะรับได้ ถ้าระบอบที่ปกครองลิเบียอยู่ในเวลานี้ แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ แต่ครอบครัวเหยื่อระเบิดล็อคเคอร์บี้ ก็เตือนเช่นกันว่าเขาอาจมีเรื่องด่างพร้อยติดตัว เมื่อมีการเปิดเผยรายละเอียดการทำข้อตกลงธุรกิจระหว่างลิเบียกับบริษัทของตะวันตก และบางบริษัทก็อยู่ภายใต้การขับเคลื่อนของโทนี่ แบลร์

ปี 2547 โทนี่ แบลร์ ฉุดพันเอกกัดดาฟี่ออกมาจากโลกที่ถูกโดดเดี่ยว และลงนามในข้อตกลงที่เรียกว่า " ข้อตกลงในทะเลทราย " (Deal in the Desert) ที่บริษัทของอังกฤษ เช่น BP ได้ทำสัญญามูลค่ามหาศาลกับลิเบีย และยังมีการทำข้อตกลงเรื่องการโอนย้ายนักโทษ ที่กลายเป็นการเปิดทางไปสู่การปล่อยตัวนายอับเดลบาเซ็ท อัล เมกราฮี มือระเบิดล็อคเคอร์บี้

เมื่อปีที่แล้ว โทนี่ แบลร์ เพิ่งถูกเดลี่ เมล เปิดโปงเรื่องการเยือนลิเบียอย่างลับ ๆ และยังให้คำปรึกษาแก่พันเอกกัดดาฟี่ด้วย นายซาอิฟ บุตรชายคนที่สองของพันเอกกัดดาฟี่ ก็จบการศึกษาจากอังกฤษ เคยอ้างในการให้สัมภาษณ์ว่า โทนี่ แบลร์ เป็นเพื่อนกับรัฐบาลภายใต้การบริหารของบิดาเขา และยังพูดเป็นนัยด้วยว่า โทนี่ แบลร์ ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานด้านการลงทุนของลิเบีย ที่คุมกองทุนกิจการน้ำมันอันมั่งคั่งของประเทศ ที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 5 หมื่นล้านปอนด์ แต่โทนี่ แบลร์ ไม่ยอมรับ

นับตั้งแต่ก้าวออกจากถนนดาวนิ่ง โทนี่ แบลร์ ก็รับทรัพย์ปีละ 2 ล้านปอนด์ ในตำแหน่งที่ปรึกษาของ JP Morgan ที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจในลิเบีย เมื่อมีการสอบถามไปยังแหล่งข่าวว่า โทนี่ แบลร์ เคยติดต่อทางโทรศัพท์หรืออีเมล กับพันเอกกัดดาฟี่หรือสมาชิกในครอบครัวเขาบ้างหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ถ้ามี ก็เป็นความลับ การเจรจาของพวกเขาเป็นความลับทั้งหมด

นักวิเคราะห์ มองว่า คิดว่ากำลังมีความให้โทนี่ แบลร์ เข้ามาช่วยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยสถานการณ์ที่กำลังลุกเป็นไฟอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าญาติเหยื่อล็อคเคอร์บี้ หรือใครก็ตาม จะไม่พอใจที่เขาเอาตัวเข้าไปพัวพันกับลิเบีย แต่ถ้าเขาสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาได้ ก็ควรจะทำ เพื่อให้ชาวลิเบียได้ประเทศของพวกเขาคืนจากตระกูลที่สุดแสนจะอำมหิต

อังกฤษเตรียมอายัดทรัพย์สินผู้นำลิเบีย  

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ เทเลกราฟ ของอังกฤษ รายงานว่า รัฐบาลอังกฤษ พบว่า พันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี่ ของลิเบีย มีเงินฝากหลายพันล้านดอลล่าร์อยู่ที่กรุงลอนดอน และเตรียมจะสั่งอายัดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยกระทรวงการคลังได้ตั้งหน่วยติดตามทรัพย์สินของพันเอกกัดดาฟี่ในกรุงลอนดอน ที่คิดว่าน่าจะเป็นเงินฝากในธนาคารหลายพันล้านดอลล่าร์, การลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์และคฤหาสน์หรูมูลค่า 10 ล้านปอนด์ในกรุงลอนดอน นอกจากนี้ ยังมีสินทรัพย์สภาพคล่องอีกราว 2 หมื่นล้านปอนด์ ส่วนใหญ่อยู่ในลอนดอนเช่นกัน

 พันเอกกัดดาฟี่ ได้ถูกกล่าวหาว่า เป็นคนสั่งสังหารผู้ประท้วงหลายพันคน และประกาศไม่ยอมจำนวนแม้สถานการณ์ในลิเบียกำลังจะเป็นสงครามกลางเมือง ส่วนรัฐบาลอังกฤษ กำลังตกอยู่ท่ามกลางเสียงตำหนิ เมื่อรองนายกรัฐมนตรีนิค เคล้กก์ อ้างว่า เขาลืมไปว่าต้องทำหน้าที่รักษาการณ์บริหารประเทศแทนนายกรัฐมตรีเดวิด คาเมรอน ที่เดินทางไปตะวันออกกลาง เพื่อหาทางช่วยเหลือชาวอังกฤษออกจากลิเบีย

 นายเคล้กก์ ต้องรีบตัดเวลาการพักผ่อนวันหยุดที่คฤหาสน์ของครอบครัว ที่สถานตากอากาศในเมืองดาวอส ของสวิตเซอร์แลนด์ อย่างกระทันหัน และรีบเดินทางกลับไปเข้าร่วมการประชุมด้านความมั่นคงที่อังกฤษเมื่อวานนี้ ส่วนนายกรัฐมนตรีคาเมรอน ก็เดินทางกลับถึงอังกฤษในวันเดียวกัน หลังจากต้องกล่าวขออภัยต่อความโกลาหลในการอพยพคนออกจากลิเบีย

 มีชาวอังกฤษหลายร้อยคนแล้ว ที่สามารถเดินทางออกจากลิเบียด้วยเครื่องบินทหาร และเรือของกองทัพเรืออังกฤษ หลังจากติดอยู่ในประเทศที่กำลังเกิดความขัดแย้งรุนแรงมาหลายวัน เมื่อคืนที่ผ่านมา มีชาวอังกฤษได้รับการอพยพกว่า 350 คน คนที่กลับถึงบ้าน พากันพูดถึงลิเบียว่า กำลังจะกลายเป็นนรก ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ ได้ประเมินตัวเลขผู้เสียชีวิตว่าอาจสูงถึง 3 พันคน ในขณะที่พวกทหารบ้านไล่ล่าสังหารผู้ประท้วง

 มีกองกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ คอยให้ความช่วยเหลือในการอพยพคนงานชาวอังกฤษในบริษัทน้ำมันหลายร้อยคน โดยทั้งหมดจะร่วมขบวนที่ใช้เส้นทางบกข้ามพรมแดนไปยังอิยิปต์หรือ ตูนิเซีย แต่ก็จะต้องผ่านด่านตรวจหลายสิบแห่ง ที่กองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาล หรือทหารที่ภักดีต่อพันเอกกัดดาฟี่ตั้งขึ้น

 นายกรัฐมนตรีคาเมรอน กล่าวว่า เขารู้สึกเสียใจอย่างที่สุด ที่ล่าช้าในการอพยพชาวอังกฤษเขายอมรับว่า รัฐบาลจะต้องมีการปรับปรุงการทำงานใหม่ด้วย มีรายงานว่า เขาได้แจ้งต่อนายวิลเลียม เฮ้ก รัฐมนตรีต่างประเทศ และนายเลียม ฟ็อกซ์ รัฐมนตรีกลาโหม ว่า ทั้งสองคน รับมือกับวิกฤติที่เกิดขึ้นได้ไม่ดีพอ ซึ่งในระหว่างการประชุมทางไกลจากกาต้าร์เมื่อวันพุธ เขาได้บอกรายละเอียดให้บรรดารัฐมนตรีรับทราบเกี่ยวกับเป้าหมายที่จะต้องปรับปรุงการทำงาน และขอให้อัพเดทข้อมูลทุกวินาที ซึ่งเป็นที่คาดการณ์กันว่า นายเฮ้กที่ถูกตำหนิเรื่องการทำงาน จะต้องตำหนิต่อไปยังเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้านการอพยพ และเจ้าหน้าที่หลายคนคงจะต้องถูกย้ายไปตำแหน่งอื่น เมื่อวิกฤติในลิเบียสิ้นสุดลงแล้ว

 นักการทูตสหรัฐ ที่รายงานในเอกสารลับที่ส่งถึงกระทรวงต่างประเทศ และรั่วไปถึงวิกิลี้คส์ระบุว่า ผู้นำลิเบีย มีเงินฝากอยู่ในธนาคารต่างประเทศ ส่วนใหญ่ในลอนดอน ประมาณ32,000 ล้านดอลล่าร์ หรือราว 960,000 ล้านบาท และอยู่ในสภาพคล่อง

 ขณะที่ลิเบีย หนึ่งในสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติ อาจจะถูกเสนอให้ปลดออกจากองค์กรในการประชุมสมัยวิสามัญกรณีความรุนแรงในลิเบียวันนี้ ขณะเดียวกันก็อาจจะถูกสอบสวนกรณีการปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง

 สมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ 47 ชาติ จะมาหารือกันเรื่องการถอดลิเบียจากการเป็นสมาชิกองค์กร ที่จะมีการเสนอต่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ จากการที่ทางการลิเบียละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ

 นอกจากนั้น ทางองค์กรยังมีแผนที่จะให้มีการส่งเจ้าหน้าที่อิสระจากนานาชาติเข้าไปสอบสวนการละเมิดกฏหมายสิทธิมนุษยชนในลิเบียทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงที่กำลังดำเนินอยู่เป็นการด่วน

 กว่า 50 ชาติสมาชิกยูเอ็นได้ลงนามในคำร้องขอให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนจัดการประชุมพิเศษในสัปดาห์ หลังทางการลิเบียออกมาปราบปรามการประท้วงอย่างหนัก การประชุมที่จะเริ่มในเวลาบ่าย 4 โมงตามเวลาประเทศไทยวันนี้ จะเป็นครั้งแรกที่สมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นของการถูกพิจารณาเสียเองในการประชุมพิเศษ

 ทั้งนี้ สมาชิกขององค์กร ได้รับการเลือกโดยสมัชชาใหญ่ ให้มาดำรงตำแหน่งในวาระ 3 ปี และก็มีระเบียบระบุเอาไว้ว่า ชาติที่ได้เข้ามานั่งในองค์กร จะต้องยึดมั่นในมาตรฐานระดับสูงสุดในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนในระดับสูงสุด

 ในการพิจารณาแก้ไขร่างมติเมื่อวาน มีการใช้คำพูดที่แรงขึ้น เช่นเรียกร้องให้ปลดลิเบียออกจากการเป็นสมาชิก และเรื่องการต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งในวันนี้ก็คาดว่าจะมีการพิจารณาเรื่องร่างของมติกันอีก แต่ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปจากนี้มากนัก