ข่าว

เปิดปมธุรกิจ"อุ้มบุญ"ข้ามชาติเห็นหน้า5นาทีก็จากไป

เปิดปมธุรกิจ"อุ้มบุญ"ข้ามชาติเห็นหน้า5นาทีก็จากไป

25 ก.พ. 2554

หลังจากเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) บุกทลายวงจรธุรกิจอุบาทว์ เข้าช่วยเหลือสาวชาวเวียดนาม 13 คน

 พร้อมทั้งจับกุม น.ส.เฉิน ไป่ หวัน อายุ 35 ปี นายซู อุย เฉียน อายุ 31 ปี นายไช่ หลิง อี อายุ 26 ปี น.ส.ไช่ หยู่ หยุน อายุ 25 ปี ซึ่งทั้งสี่เป็นคนสัญชาติไต้หวัน นายหลู ไข่ สัญชาติจีน น.ส.โบ๋ ลุงคำ อายุ 21 ปี และเด็กหญิง (ขอสงวนชื่อและนามสกุล) อายุ 12 ปี และอายุ 13 ปี สัญชาติพม่า

 ชุดสืบสวนดีเอสไอ และชุดสืบสวน สตม. สามารถช่วยเหลือหญิงสาวชาวเวียดนามและจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ที่บ้านเลขที่ 79/86 และบ้านเลขที่ 79/246 หมู่บ้านธารารมณ์ ซอยรามคำแหง 150 ถนนรามคำแหง แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ โดยบ้านเลขที่ 79/86 เปิดเป็นบริษัทชื่อ "บริษัท เบบี้ 101 จำจัด" ประกอบกิจการเกี่ยวกับการดูแลสตรีในระยะตั้งครรภ์และหลังคลอด โดยมี นายเสียง ลุง โล เป็นกรรมการบริษัท ซึ่งพบหลักฐานหนังสือรับรองว่าได้จดทะเบียนบริษัทดังกล่าว ที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วน บริษัท กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เลขที่ 0105552066382 และจากการตรวจสอบประวัติ นายเสียง ลุง โล เคยถูกตำรวจไต้หวันจับกุมในข้อหาบริการธุรกิจอุ้มบุญโดยผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ ระหว่างการช่วยเหลือและจับกุมครั้งนี้ นายเสียง ลุง โล ไม่อยู่ที่บ้านทั้งสองหลัง แต่เดินทางออกนอกประเทศไทยไปแล้ว

 เบื้องหลังการจับกุมและช่วยเหลือเหยื่อทั้ง 13 คนครั้งนี้ มีหญิงสาวชาวเวียดนามจำนวนหนึ่งถูกบังคับและหลอกลวงให้มา "อุ้มบุญ" และพบว่า มีเหยื่อ 3-4 คน อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมีเหยื่อ 2 คน มาคลอดบุตรที่โรงพยาบาลสินแพทย์ และโรงพยาบาลเสรีรักษ์

  "คม ชัด ลึก" มีโอกาสพูดคุยกับหญิงชาวเวียดนาม อายุ 31 ปี ที่เพิ่งคลอดบุตรชาย น้ำหนักแรกเกิด 1,680 กรัม เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยนอนพักฟื้นอยู่ที่ห้อง 709 ชั้น 7 โรงพยาบาลเสรีรักษ์ มี นายฟาม มินห์ ตวน เลขานุการเอกสถานทูตเวียดนามประจำประเทศไทย ร่วมสอบถามด้วย ซึ่งหญิงชาวเวียดนามรายนี้ ยอมรับว่า มีบุตรชายอยู่แล้ว 2 คน ตอนนี้อยู่ที่ประเทศเวียดนาม และได้รับการติดต่อให้มารับจ้างอุ้มบุญในเมืองไทย จึงทำหนังสือเดินทางและเข้ามาอยู่ในเมืองไทยอย่างถูกกฎหมาย

 "การตั้งครรภ์ครั้งนี้ ฉันคลอดบุตรชายด้วยวิธีการผ่าตัดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ แต่จนถึงทุกวันนี้ ฉันยังไม่เห็นหน้าบุตรชายที่อุ้มบุญเลย ที่ผ่านมาเพื่อนฉันก็เคยรับจ้างอุ้มบุญแบบนี้ ได้เห็นลูกและกอดลูกไม่ถึง 5 นาที ก็มีคนมาเอาไป" หญิงชาวเวียดนาม กล่าว   

 หญิงชาวเวียดนามเล่าถึงการเดินทางมารับจ้างอุ้มบุญที่เมืองไทยว่า นายเสียง ลุง โล ติดต่อให้มารับจ้างอุ้มบุญ วันที่เดินทางมาถึงเมืองไทย นายเสียง ลุง โล เดินทางมารับด้วยตนเอง ที่สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วเดินทางมาที่บ้านหลังดังกล่าวในหมู่บ้านธารารมณ์ โดยตกลงค่าจ้างว่า ระหว่างที่ยังไม่ตั้งครรภ์จะได้รับเงิน 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน หรือ 1,500 บาท ระหว่างการตั้งครรภ์จะได้รับเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,000 บาทต่อวัน และหลังคลอดบุตรจะได้ 5,000 ดอลลาร์สรัฐ หรือ 1.5 แสนบาท

 ส่วนสถานพยาบาลที่รับทำ "อุ้มบุญ" นั้น หญิงชาวเวียดนามยอมรับว่า ไม่รู้ว่าเป็นโรงพยาบาล หรือคลินิก รู้เพียงว่านั่งรถแท็กซี่ไปประมาณ 30 นาที เมื่อเดินทางไปถึงก็ถูกนำตัวไปขึ้นขาหยั่ง มีผ้าคลุมหน้า จึงไม่เห็นหน้าคนทำ หลังจากนั้นก็มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งนี้

 จากการสอบถามเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล โดยมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข พล.ต.ต.ม.ล.พันธ์ศักดิ์ เกษมสันต์ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.มนู เมฆหมอก ผบก.สส.สตม. พร้อมพนักงานสอบสวน ร่วมสอบถาม ทราบว่า ในอดีตแต่ละเดือนจะมีหญิงชาวเวียดนามมาคลอดและมาฝากครรภ์เดือนละประมาณ 2-3 คน ส่วนหญิงชาวเวียดนามรายนี้ มีผู้พามาฝากครรภ์เมื่อหลายเดือนก่อน ตามประวัติเวชระเบียน ระบุว่า "อุ้มบุญ"  โดยไม่ทราบว่าคนไข้รายนี้ใช้บริการตั้งครรภ์ตามเทคนิควิธีทางการแพทย์ที่ใด อย่างไรก็ตาม การแจ้งเกิดของบุตรชายของหญิงเวียดนามรายนี้ ทราบเบื้องต้นว่า เอกสารยังไม่พร้อมที่จะให้โรงพยาบาลแจ้งเกิด 

 ขณะเดียวกัน "คม ชัด ลึก" ได้พูดคุยกับ น.ส.เฉิน ไป่ หวัน ซึ่งทำหน้าที่คอยดูแลบริษัท บอกว่า รู้จักกับนายเสียง ลุง โล มาเกือบ 10 ปี ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไต้หวัน เนื่องจากระหว่างเรียนได้หารายได้พิเศษเป็นลูกจ้างบริษัททัวร์ที่ไต้หวัน ก่อนถูกชักชวนมาทำหน้าที่ผู้จัดการบริษัทดังกล่าว โดยทำหน้าที่คอยดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่บ้าน ติดต่อลูกค้าที่ต้องการใช้บริการ "อุ้มบุญ" ทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต โดยไม่รู้ว่าหญิงเหล่านี้ไปตั้งครรภ์แบบ "อุ้มบุญ" ที่สถานพยาบาลใด

 ด้าน พล.ต.ต.ม.ล.พันธ์ศักดิ์ เชื่อว่า น่าจะมีการลักลอบอุ้มบุญในเมืองไทยมานานแล้ว จากการตรวจค้นพบเอกสารสัญญาการรับจ้างตั้งครรภ์, เอกสารการดูแลครรภ์, เครื่องประมวลผลทางคอมพิวเตอร์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนการช่วยเหลือและจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากหญิงสาวชาวเวียดนาม 4 ใน 13 คน แอบร้องขอความช่วยเหลือผ่านอินเทอร์เน็ตไปยังสถานทูตเวียดนามประจำประเทศไทย ทางสถานทูตจึงติดต่อไปยัง "ดีเอสไอ" ให้เข้ามาช่วยเหลือ โดยพบหญิงสาวมีการตั้งครรภ์ทั้งหมด 7 คน

 ทั้งนี้ "คม ชัด ลึก" สอบถามไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการมีบุตรยาก โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ให้ข้อมูลการอุ้มบุญว่า เป็นการนำไข่และสเปิร์มของผู้มีบุตรยากมาผสมตามหลักเทคนิคทางการแพทย์ แล้วนำตัวอ่อนไปฝากไว้ที่มดลูกของหญิงอื่นที่อาจจะรับจ้าง หรือไม่รับจ้างก็ได้ เพื่อตั้งครรภ์แทนคู่สามีภรรยาที่มีบุตรยาก และเทคนิคการอุ้มบุญนั้น สามารถนำไข่และสเปิร์มมาจากต่างประเทศ เพื่อผสมให้เกิดตัวอ่อนในเมืองไทยได้เช่นกัน