
เป็นห่วง...แบบห่างๆสไตล์"กต."คนไทยจึงเคว้ง-ลอยคอที่"ลิเบีย"
ชะตากรรมของแรงงานไทยในประเทศลิเบีย 2.3 หมื่นกว่าคน ยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย แม้จะเริ่มมีข่าวการอพยพแรงงานออกจาก 2 เมืองหลักที่มีแรงงานไทยมากที่สุด คือ ตริโปลี และเบงกาซี โดยกระจายคนไปยังประเทศข้างเคียง ทั้งมอลตา ตูนิเซีย กรีซ และอิตาลี
แต่ความจริงอีกด้านหนึ่ง นอกเหนือไปจากถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงแรงงาน เริ่มมีคำให้การของแรงงานไทยที่นั่น "ฟ้อง" ออกมาเรื่อยๆ ว่า การช่วยเหลือของหน่วยรัฐยังไม่ทั่วถึง ทำให้พวกเขาต้องติดอยู่ในแดนมิคสัญญีอย่างอกสั่นขวัญแขวน
แม้ภัยคุกคามต่อชีวิตโดยตรง เช่น การปล้นชิงเสบียงอาหารถึงในแคมป์จะยังไม่เกิดขึ้น แต่ในภาวะที่มีเสบียงอาหารจำกัด และไม่รู้ว่าจะได้รับการช่วยเหลือวันใด เพราะยังติดต่อใครไม่ได้...ชีวิตพวกเขาก็ไม่ต่างจากการ "รอวันตาย" สักเท่าไหร่!!
ตัวอย่างที่ฟ้องถึงความล่าช้า และความช่วยเหลือที่ไม่ทั่วถึงของหน่วยงานรัฐ ที่เริ่มทยอยออกมาต่อสาธารณชนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น "จดหมายร้องทุกข์" ของ นายยุทธนา วิทย์อุปสัย ตัวแทนคนงานไทยกว่า 1,200 คน ในกรุงตริโปลี ที่ร้องทุกข์ผ่านสื่อเครือเนชั่น
"ผมอยากจะเรียนให้รัฐบาลไทยได้ทราบบ้างว่า มีช่องทางไหนบ้างที่ให้คนงานไทยได้ร้องขอ ไม่ใช่พูดเองตอบเองแบบนี้ ที่นี่คนงานบางคนไม่รู้ว่าสถานทูตไทยอยู่ที่ไหน ไม่มีเบอร์ติดต่อ ถึงมีก็ใช้ไม่ได้ในสถานการณ์แบบนี้ โทรศัพท์ออกไปไหนไม่ได้"
"พวกผม 1,200 กว่าคน โดยเฉพาะคนไทยที่นี่มีความประสงค์จะกลับเมืองไทย ผมจึงอยากเรียนผ่านให้ช่วยประสานงานกับรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศว่า ช่วยเร่งดำเนินการช่วยเหลือพวกเราก่อนเหตุการณ์จะรุนแรงไปมากกว่านี้"
อีกตัวอย่างที่สะท้อนความทุกข์ยากแสนสาหัสของแรงงานไทยที่นั่นได้เป็นอย่างดี คือ นายขจรศักดิ์ อินต๊ะอุ่นวงศ์ แรงงานไทยชาว จ.สุรินทร์ ที่โทรศัพท์เข้ามาร้องทุกข์ถึงห้องสื่อมวลชนกระทรวงแรงงาน
ขจรศักดิ์ ร้องเรียนว่า ขณะนี้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ข้าวสารที่มีอยู่ก็เหลือกินแค่ "มื้อสุดท้าย" โดยอยู่ในแคมป์คนงานห่างจากกรุงตริโปลีประมาณ 20 กิโลเมตร เท่านั้น
"ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จลาจล ยังไม่มีใครเข้าไปดูแล ทั้งตัวแทนบริษัทจัดหางาน หรือบริษัทนายจ้าง ซึ่งขณะนี้ขนย้ายเครื่องจักรหนีไปแล้ว โดยทิ้งคนงานไว้ที่แคมป์"
"พอโทรไปที่สถานทูตไทยในลิเบีย กลับได้รับคำตอบว่า ขอให้อดทนรอจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ทั้งที่ผมและเพื่อนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก แถมยังกลัวถูกปล้นสะดมด้วย"
คำให้การของเหยื่อจลาจลลิเบีย 2 รายนี้ ฟ้องชัดว่า สถานการณ์ในลิเบียวันนี้เป็นอย่างไร ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของแรงงานไทยที่นั่น ที่สะท้อนผ่านมาทางญาติที่เมืองไทย ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศกลับชี้แจงไปอีกด้านว่า แรงงานส่วนใหญ่ไม่ต้องการกลับบ้าน
นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ย้ำประเด็นที่ว่า แรงงานไทยไม่ต้องการกลับบ้านอย่างน้อย 2 ครั้ง ในช่วงวันที่ 19 และ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
"สถานทูตไทยกำลังติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าไปประชาสัมพันธ์ข้อมูลในชุมชนต่างๆ ที่คนไทยอาศัยอยู่ ประสานให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น และยังไม่มีการร้องขอกลับประเทศของแรงงานไทยในลิเบียแต่อย่างใด"
ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นายธานีแถลงยืนยันประเด็นเดิมอีกครั้งว่า "ในขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งว่ามีคนไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิต รวมไปถึงยังไม่มีคนไทยแจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย"
"ประเทศลิเบียมีคนไทยทั้งหมด 2.5 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงาน ซึ่งทางสถานทูตก็ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด โดยโทรศัพท์ไปยังหัวหน้าคนงานตามไซต์งานของคนไทยที่ทำงานที่นั่น เพื่อแจ้งให้คนไทยได้อยู่ในที่พักและรอการประสานงานจากสถานทูตโดยตรง"
ทว่า นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลับออกมาปฏิเสธไปอีกทางว่า กระทรวงไม่ได้พูดว่าแรงงานไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการจะกลับประเทศ อย่างไรก็ตาม ในการอพยพ เนื่องจากมีคนเป็นจำนวนมาก การเคลื่อนย้ายจึงต้องดูเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก และในบางจุดก็ยอมรับว่าอาจดูแลไม่ทั่วถึง เพราะพื้นที่ของประเทศลิเบียกว้างใหญ่
ส่วนข้อร้องเรียนที่ว่า แรงงานไทยไม่สามารถติดต่อสถานทูตไทยในลิเบีย และไม่มีแม้แต่เบอร์ติดต่อนั้น นายชวนนท์ชี้แจงว่า ปกติแรงงานที่เข้าไปทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมายน่าจะมีเบอร์ของสถานทูตในแคมป์คนงานอยู่แล้ว ยืนยันว่า กระทรวงไม่ได้ทอดทิ้ง และทางสถานทูตไทยก็มีการติดต่อไปยังแคมป์คนงานตลอด ซึ่งแต่ละแคมป์จะมีเบอร์ของสถานทูตอยู่แล้ว หากมีอะไรก็สามารถแจ้งเข้ามาได้
ถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศจึง "ขัดแย้ง" โดยสิ้นเชิงกับคนไทยที่นั่น ที่ยืนยันว่า พวกเขาแทบไม่ได้รับการเหลียวแล และติดต่อใครไม่ได้เลยในห้วงเวลาแห่งความเป็นตาย
ขณะที่ นายโอภาส จันทรทรัพย์ เอกอัครราชทูตไทยประจำลิเบีย ก็แถลงเพียงว่า ไม่มีคนไทยได้รับอันตรายจากเหตุประท้วงรุนแรง ส่วนสถานทูตไทยก็อยู่ห่างจากใจกลางกรุงตริโปลีราว 10 กิโลเมตร และที่เป็นกังวลกัน คือ เรื่องการปล้นสะดมนั้น ส่วนใหญ่จะไม่ทำร้ายคน โดยจะมุ่งเอาของมีค่าและอาหารมากกว่า และคาดว่า อีก 2-3 วันสถานการณ์การประท้วงจะคลี่คลายลง
น่าสังเกตว่า ถ้อยแถลงของทั้งกระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตไทยที่นั่น ให้ข้อมูลเพียงว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังปลอดภัย และเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอพยพอยู่
แต่ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า คนไทยที่ตกหล่นอยู่ในแคมป์คนงานที่ถูกนายจ้าง "ลอยแพ" โดยที่อาหารและน้ำร่อยหรอลงทุกขณะจะมีชีวิตเหลืออยู่อีกกี่วัน และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่คุ้มครองชีวิตคนไทยในต่างแดนจะช่วยให้พวกเขาพ้นจากนรกได้อย่างไร
สะท้อนว่า การทำงานของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแล และคุ้มครองคนไทยในต่างแดนนั้น ยังเคยชินกับการทำงานแบบ "รูทีน" ไปวันๆ ไร้การทำงานเชิงรุก และการเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ในภาวะวิกฤติ ที่การช่วยเหลือคนในชาติต้องฉับไวและถึงลูกถึงคนนาทีต่อนาที
ชีวิตของคนไทยในลิเบียบางส่วนจึงไร้ซึ่งความหวัง ต้องร้องแรกแหกกระเชอเอง หรือต้องอาศัยปากของญาติ และสื่อช่วยกระทุ้งเพื่อให้รู้ว่าพวกเขายังติดอยู่ที่นั่น...ในดินแดนมิคสัญญีที่ต้องการช่วยเหลือวันนี้-เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่การทำได้แค่ "เป็นห่วง...อยู่ห่างๆ" เหมือนที่แล้วมา



