
โพลล์ชี้แท็กซี่แบกหนี้1.4แสนบาทพอใจรัฐตรึงแอลพีจี-ม.หอการค้าฯแนะควรลอยตัว
โพลล์หอการค้าสำรวจกลุ่มแท็กซี่มีหนี้เฉลี่ย 1.48 แสนบาทต่อครัวเรือน มีแค่ส่วนน้อยเข้าร่วมโครงการแก้หนี้นอกระบบของรัฐ ระบุส่วนใหญ่พอใจมาตรการตรึงราคาก๊าซแอลพีจี แนะรัฐลอยตัวหลังหมดอายุสิ้นมิถุนายนนี้
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจปัญหาหนี้และความพึงพอใจต่อการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐ (กรณีผู้ขับรถแท็กซี่) ว่า ผู้ขับรถแท็กซี่ส่วนใหญ่ หรือ 95% มีการเก็บออมในครัวเรือน ขณะที่ 4.9% ไม่มีการออมเงิน ในด้านภาระหนี้ของครอบครัวผู้ขับแท็กซี่ พบว่าส่วนใหญ่มีหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ เป็นหนี้ในระบบเฉลี่ย 6,748 บาทต่อครัวเรือน และหนี้นอกระบบเฉลี่ย 5,753 บาทต่อครัวเรือน คิดรวมเป็นหนี้เฉลี่ย 148,705 บาทต่อครัวเรือน
สำหรับการเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล พบว่ามีเพียง 16% ที่เข้าร่วม โดยกลุ่มที่เข้าร่วมนั้นจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อภายหลังจากมีการลงทะเบียนแล้ว ขณะที่กลุ่มแท็กซี่อีก 84% ไม่ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เนื่องจากส่วนใหญ่ยังไม่รู้รายละเอียด ไม่กล้าที่จะเข้าร่วมโครงการ และไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ โดยกลุ่มแท็กซี่ส่วนใหญ่ยังมองว่าการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลนั้นจะแก้ไขปัญหาได้ไม่มากนัก สิ่งที่อยากจะให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไข คือให้เข้ามาลงมืออย่างจริงจัง ต้องจัดการให้รวดเร็ว และเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ ร่วมถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ การสำรวจถึงทัศนะต่อการใช้จ่ายของผู้ขับแท็กซี่ พบว่าส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้มากกว่ารายจ่าย และผู้ขับแท็กซี่รับรู้ถึงมาตรการประชาวิวัฒน์ 9 มาตรการ โดยมีความพึงพอใจมาก ในมาตรการการตรึงราคาก๊าซแอลพีจี ภาคครัวเรือน ภาคการขนส่ง และมองว่าหากรัฐบาลปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี จะไม่สามารถปรับตัวในการประกอบอาชีพได้ ขณะที่การเสียค่าปรับกับตำรวจในปัจจุบัน ผู้จ่ายส่วนใหญ่จะเสีย ณ จุดถูกปรับเลย โดยไม่ไปโรงพัก เนื่องจากรู้สึกว่าเสียเวลาในการไปโรงพักและจ่ายถูกกว่า
“แท็กซี่ส่วนใหญ่รู้สึกพอใจกับมาตรการตรึงราคาแอลพีจี เนื่องจากเป็นต้นทุนหลักของกลุ่มคนขับแท็กซี่ แต่ยังอยากให้รัฐดูแลเรื่องค่าครองชีพ เพราะเมื่อดูการออมจะพบว่าการออมของกลุ่มแท็กซี่ลดลงจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น ขณะที่รายได้ยังคงตึงตัว เนื่องจากแท็กซี่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้น้อย จากสัดส่วนของหนี้นอกระบบที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การตรึงค่าก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนและภาคการขนส่ง เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรตรึงราคาต่อไปอีกหลังจากหมดอายุมาตรการในเดือนมิถุนายนนี้ และควรจะลอยตัวก๊าซแอลพีจี เพื่อให้รัฐบาลชดเชยเงินกองทุนน้อยลง รวมถึงไม่ควรบิดเบือนกลไกตลาดเพราะจะส่งผลต่อโครงสร้างราคา ทำให้ไม่สามารถขึ้นราคาได้ในอนาคต”นายธนวรรธน์ กล่าว



