ข่าว

โดมิโน 2554

โดมิโน 2554

25 ก.พ. 2554

ทฤษฎีโดมิโนหรือทฤษฎีผลกระทบของโดมิโน เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น ที่เกิดจากความเชื่อของนายจอห์น ฟอสเตอร์ ดัลเลส รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในขณะนั้น ที่ว่าหากคอมมิวนิสต์สามารถโค่นล้มรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งได้จะส่งผลกระทบไปยังรัฐบาลประเทศใกล้เคียงให้ล้ม

 ซึ่งก็ปรากฏผลให้เห็นในช่วงปี 2518 เมื่อรัฐบาลเวียดนามใต้พ่ายแพ้แก่กองทัพเวียดนามเหนือ อีกเพียงไม่กี่วันต่อมาก็ลามไปถึงเขมร และลาว แต่โชคดีที่ไม่ต่อมาถึงประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ดังที่คาดกันไว้ แต่ในช่วงปลายสงครามเย็น ทฤษฎีโดมิโนก็กลับผกผันเป็นการล้มระเนระนาดของประเทศคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก หลังการล่มสลายของคอมมิวนิสต์ตัวพ่อ อย่างสหภาพโซเวียต

 อย่างไรก็ตาม ในปี 2554 หรือ 36 ปี หลังปรากฏการณ์โดมิโนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราก็ได้เห็นโดมิโนกันอีกครั้ง แต่คราวนี้ไปอุบัติที่แอฟริกา และตะวันออกกลาง โดยเริ่มจากตูนิเซีย แล้วลุกลามไปยังอียิปต์ ลิเบีย บาห์เรน โมร็อกโก แอลจีเรีย รวมทั้งอัฟกานิสถาน และหลายคนก็เชื่อว่า น่าจะปะทุขึ้นในเอเชียกลาง อิรัก จอร์แดน หรือมณฑลซินเจียงของจีนด้วย

 หากจะหาว่าอะไรคือปัจจัยของโดมิโนครั้งนี้ ในเมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดไปนมนานแล้ว คำตอบที่เห็นได้ชัดเจนก็มีอยู่ 5 ประการด้วยกัน ประการแรกคือประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นประเทศมุสลิม ประการที่สองประเทศเหล่านี้มีการปกครองแบบเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการทหารหรือเผด็จการรัฐสภา ประการที่สาม ผู้ปกครองประเทศเหล่านี้อยู่ในอำนาจมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ 20 กว่าปี จนถึง 40 กว่าปี ประการที่สี่ ได้แก่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาคนว่างงาน อาหาร และเครื่องอุปโภค บริโภค มีราคาสูงขึ้น หรือเกิดการขาดแคลน และประการที่ห้า คือประชาชนตื่นตัวในเรื่องสิทธิเสรีภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเสรีภาพในเรื่องข่าวสาร

 ชัยชนะของประชาชนในตูนิเซียนับเป็นปฐมบทและต้นแบบไปยังประเทศใกล้เคียงอย่างอียิปต์ และลิเบีย รวมทั้งลุกลามเข้าไปสู่ประเทศมุสลิมต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เหมือนเปลวไฟที่ไหม้ลามไปตามน้ำมันซึ่งกำลังไหลนอง ซึ่งไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าจะกินวงกว้างขนาดไหน และก่อความเสียหายเพียงไร

 อย่างไรก็ตาม มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ามีบางประเทศที่น่าจะได้ประโยชน์จากโดมิโนในครั้งนี้ และหลายฝ่ายเพ่งมองไปที่อิหร่าน ซึ่งเคยแสดงท่าทีว่าต้องการครอบครองดินแดนรูปพระจันทร์เสี้ยวอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือการรวมอิรัก-อิหร่านเข้าด้วยกัน และหมายรวมไปถึงอัฟกานิสถาน และปากีสถานด้วย

 และอิหร่านก็เคยแสดงความต้องการที่จะเห็นประเทศมุสลิมในย่านนี้ทั้งหมดเป็นประเทศสาธารณรัฐอิสลามิก และเป็นประเทศนับถือนิกายชีอะต์เช่นเดียวกับตน ขณะเดียวกันก็ต้องการกำจัดอิทธิพลของสหรัฐและยุโรปให้หมดสิ้นไป ถึงขนาดใช้คำว่า “จะไม่มีพื้นที่ให้สหรัฐและยุโรปเหยียบยืนอีกต่อไป” ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นที่บาห์เรน ก็ค่อนข้างจะตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์ คือบาห์เรนเป็นประเทศที่พลเมืองส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะต์ แต่ราชวงศ์บาห์เรนกลับเป็นคนกลุ่มน้อยนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ นอกจากนี้ บาห์เรนยังเป็นฐานที่ตั้งของกองเรือสหรัฐ และมีความใกล้ชิดกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นมิตรสนิทกับสหรัฐอีกด้วย ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองในบาห์เรน จึงเป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างมากต่อสหรัฐ และดุลถ่วงแห่งอำนาจในตะวันออกกลาง

 อาจจะมีคำถามเล็กๆ ว่า แล้วอิหร่านไม่เกรงว่าจะเกิดทฤษฎีโดมิโนผกผัน หรือเกิดการต่อต้านรัฐบาลอิหร่านเหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ บ้างหรือ คำตอบก็คืออิหร่านมีระบอบการปกครองและระบบกฎหมายที่เข้มงวด แบบเจ็บจริง ตายจริง จึงยากที่จะเห็นภาพการลุกฮือเช่นที่อื่นๆ แต่ที่น่ากังวลมีอยู่เพียงข้อเดียว คือเวลานี้มีเสียงเรียกร้องจากคนบางกลุ่มให้ประหารชีวิตผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งขณะนี้ถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านพักด้วยข้อหาบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ

 ซึ่งหากรัฐบาลอิหร่านเกิดเห็นดีเห็นงามทำตามคำเรียกร้องเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละครับ ก็อาจจะได้เห็นการประท้วงอย่างมืดฟ้ามัวดินของประชาชนชาวอิหร่านอย่างค่อนข้างจะแน่นอน