
เมื่อประชาคมอาเซียนจะเริ่มต้น ?
เมืองไทยกับการเข้าสู่อยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งสมาชิกประชาคมอาเซียนในปี 2558 อะไรจะเกิดขึ้น เชื่อว่าพลเมืองไทยจะมีข้อมูลข่าวสารเรื่องนี้อยู่ในวงที่จำกัดมาก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะติดตามข่าวสารในประเด็นนี้บ่อยและสม่ำเสมอ
บางทีอาจจะไม่รู้อะไรมากมายเลย แต่ถ้าเมื่อเวลานั้นมาถึงอะไรบ้างที่ควรจะเรียนรู้ สิ่งนี้ต่างหากที่ในเกือบทุกประเทศของอาเซียนเขาดูเหมือนจะจริงจังกันอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เมื่อย้อนกลับมามองประเทศไทย กลับเคว้งคว้างหดหู่กระไรอยู่ นอกเสียจากการมีกระบวนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ (ชวนเชื่อ) ความยิ่งใหญ่ของประเทศว่า ไทยเรายิ่งใหญ่และเป็นผู้นำในอาเซียนมาตั้งแต่อดีตกาล ไม่ได้เพียงแต่ความภูมิใจนั้นได้สร้างความชื่นชมยินดีและภาคภูมิใจเท่านั้น หากมีไม่น้อยเช่นกันในบางทีบางขณะมีความรู้สึกที่เลยขอบเขต กล่าวคือมักจะคิดเข้าข้างตนเองมากจนทำให้เห็นคนรอบข้างบ้านใกล้เรือนเคียงว่าเพื่อนยังอยู่ข้างหลังและจะตามให้ทันเรานั้นอีกไกลลิบ หรืออาจจะพูดอย่างหยิ่งทะนงว่าเพื่อนบ้านล้าหลังกว่าเรา ?
ในความเป็นจริงจะเป็นเช่นไรคงจะมีคำตอบและเหตุผลมากมายที่จะโต้ตอบไปมา สุดแท้แต่จะยืนอยู่ ณ จุดฟากฝั่งใด ฝั่งรัฐส่วนใหญ่น่าจะตอบไปว่าเราได้เตรียมการความพร้อมเยอะมากแล้วในทุกด้านสาขา ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนากำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐเองที่จะสนองตอบการขับเคลื่อนของสารพัดองคาพยพ และสร้างกลไกการทำงานให้พร้อมศัพท์แล้ว ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กลไกรัฐของเราตามชายแดนทุกด้านสามารถสื่อภาษาอังกฤษ (ที่เข้าใจว่าเป็นภาษากลางทุกประเทศเข้าใจดี...?) และเฉพาะอย่างยิ่งมีความเข้าใจและสื่อสารภาษาของเพื่อนบ้านตามแนวตะเข็บชายแดนได้เป็นอย่างดีแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ (จริง...?) ก็จะสบายใจไปเยอะ
แต่มีสัญญาณบางอย่างที่พยายามจะบ่งบอกว่า ใครจะมาเมืองไทยต้องเข้าใจและพูดภาษาไทยได้สิอย่างนั้นก็ดีอยู่ภาษาไทยเราจะได้ใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น แต่ถ้าทุกประเทศคิดเหมือนเรากล่าวคือใครไปมาประเทศใครต้องสื่อสารกันในภาษาของประเทศนั้นๆ ถามว่าภาษาไทยจะสื่อกันได้กับเพื่อนบ้านได้เข้าใจกันและกันกี่ประเทศและแต่ละประเทศคนประเทศอื่นเขาจะสื่อกันได้ดีอย่างไรเช่นกัน...? แต่ถึงอย่างไรพลเมืองไทยตามแนวตะเข็บชายแดนทุกๆ ด้านสามารถสื่อภาษาเพื่อนบ้านได้หมด ไม่ว่าจะเป็นชายแดนกัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซียและถึงแม้ประเทศเวียดนามจะไม่มีชายแดนติดกัน แต่หลายจังหวัดทางภาคอีสานคนไทยสามารถสื่อภาษาเวียดนามได้ นับเป็นกำไรมหาศาลของประเทศ หากจะต้องลงทุนในการศึกษาภาษาเพิ่มเติมจะมีเพียงตากาล็อกของประเทศฟิลิปปินส์เพียงภาษาเดียวเท่านั้น
มาดูที่ประเทศเพื่อนบ้านเช่นพม่าพูดภาษาพม่าและอังกฤษ ประเทศเวียดนามมีภาษาเวียดนามและภาษาฝรั่งเศส เช่นเดียวกันกับประเทศกัมพูชามีภาษาเขมรและฝรั่งเศส ประเทศฟิลิปปินส์มีภาษาตากาล็อกกับอังกฤษ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไนดารุสซาลามและประเทศสิงคโปร์มีภาษามลายู ประเทศเหล่านี้พูดมลายูเป็นหลักและอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เข้าใจว่าภาษาที่คนในประเทศไทยสื่อกันพอจะเข้าใจมากที่สุดคือภาษาลาวเท่านั้น ดังนั้นหากไม่รีบเร่งพัฒนาเรื่องนี้ให้เข้าใจและศึกษาอย่างจริงจังในการเรียนรู้เพื่อสื่อสารติดต่อกัน เราอาจจะเป็นประเทศที่ขาดทุนมากที่สุด
หันกลับไปมองที่ปลายด้ามขวานของประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่พลเมืองส่วนใหญ่พูดภาษามลายูและเรียกร้องให้มีกระบวนการศึกษาภาษามลายูตามที่คนท้องถิ่นร้องขอกันมานานกว่าศตวรรษ กลับทำแบบเหยาะแหยะๆ ตามลมทิศการเมืองที่พัดพาไป ทั้งๆ ที่ภาษามลายูสามารถสื่อกับพลเมืองในประเทศอาเซียนไม่น้อยกว่า 300 ล้านคน (ประชากรอาเซียนประมาณ 500 ล้านคน) ถึง ณ เวลานี้ก็ไม่ได้พัฒนามากกว่า 50 ปีที่แล้วเลย ?
นี่ขนาดยังไม่เอ่ยถึงการเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ อีก ไม่อยากจะกล่าวว่าขณะนี้หลายประเทศเขาไปไกลมากจากบนสุดคือระดับนโยบายจนถึงระดับชาวบ้าน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านคนของเขารู้เรื่องนี้มากกว่าเราเช่นประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร์ เมื่อมาดูประเทศเรายังวุ่นกับลมพิษการเมืองเช่นนี้อยู่ ที่สุดพลเมืองไทยจะรั้งท้ายแห่งการพัฒนาและขาดทุนที่สุดในประชาคมอาเซียน ด้วยเหตุผลความล้าหลังของกระบวนการทางการเมืองกระนั้นหรือ...?
อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง
[email protected]



