
เพราะกลัวจึงจน
อยู่อย่างคนรวย ไม่รวย อยู่อย่างคนจน ไม่จน ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยเห็นประโยคดังกล่าวมาจากไหน อาจจะเป็นท้ายรถบรรทุกหรือตามผนังบ้านร้างที่ใดที่หนึ่งก็เป็นได้ จำได้เพียงแค่ว่าเมื่อเห็นครั้งแรกอ่านผ่านๆ แล้วรู้สึกงง ต้องนั่งคิดอยู่ชั่วขณะหนึ่งจึงเข้าใจถึงความห
ถือว่าเป็นคำสอนที่ดีมากอย่างหนึ่ง เพราะหากเราอยู่กินอย่างคนรวย ใช้เงินซื้อความสะดวกสบายไปทุกอย่าง เราก็จะไม่มีเงินเหลือเก็บไว้สร้างฐานะให้ร่ำรวยได้เสียที แต่หากเรารู้จักอดออม เครื่องใช้ไม้สอยที่มีก็ใช้จนหมดอายุจึงจะเปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่เปลี่ยนใหม่เพียงเพราะมัน “ตกรุ่น” เท่านั้น เราก็จะเหลือเงินเก็บออมเอาไว้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
คนสมัยนี้มักจะมีความรู้สึกกลัวเป็นตัวทำลายเงินออม ลองคิดย้อนกลับไปดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่จะพบว่า เราเสียเงินไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเยอะมากจนคิดไม่ถึง
คนใช้รถยนต์ในสมัยนี้กลัวว่าหากซื้อรถยนต์คันเล็กๆ มาใช้งาน จะได้รถที่มีสมรรถนะไม่เพียงพอสำหรับตัวเอง จึงต้องเลือกเอาแบบเครื่องยนต์ใหญ่ๆ ที่มีราคาค่าตัวแพง แถมยังมีค่าใช้จ่ายในการใช้งานแพงมากขึ้น รถปิกอัพเครื่องดีเซล 2500 ซีซี ขับเคลื่อนสองล้อ สามารถขับไปไหนมาไหนได้ทั่วประเทศไม่ซื้อ กลับไปซื้อแบบเครื่องยนต์ 3000 ซีซี ขับเคลื่อนสี่ล้อ ทั้งที่ตลอดชีวิตไม่เคยคิดจะขับรถคันนี้ไปเที่ยวทางไกลหรือขึ้นภูเขาที่ไหน
มีโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถโทรออกได้รับเข้าสัญญาณชัดแจ๋ว ก็กลัวว่าจะตกข้อมูลข่าวสารเพราะรับอีเมลไม่ได้ แทนที่จะใช้แบบราคาเครื่องละไม่เกิน 5,000 บาท ก็ต้องไปซื้อแบบที่รับส่งอีเมลได้ถ่ายรูปได้ ต้องสามารถใช้งานระบบ 3 จี ได้ ทั้งที่ไม่ได้ทำธุรกิจอะไรใหญ่โต ขนาดที่ต้องติดตามข่าวสารกันทั้งวัน
มีเครื่องรับโทรทัศน์อยู่ที่บ้านสามารถรับชมได้ทุกรายการ กลัวว่าเวลาที่นั่งดูหนังจะไม่ได้อารมณ์สมจริงคล้อยตามพระเอกนางเอก ต้องไปเสียเงินมากกว่าค่าเครื่องรับโทรทัศน์ ติดตั้งระบบเสียงลำโพงรอบบ้าน
ทำกับข้าวกินเองในบ้านก็กลัวว่าจะตกเทรนด์ เพราะเพื่อนฝูงเขาไปนั่งรับลมชมวิวแกล้มข้าวเย็นกันที่ศูนย์การค้าเปิดใหม่ ก็ต้องไปกินบุพเฟ่ต์หมูจุ่มสัญชาติญี่ปุ่นหัวละ 500 บาทกับเขาด้วย ทั้งที่จิ้มจุ่มหน้าปากซอยบ้านก็ไม่เกินหัวละ 50 บาท อยากออกกำลังกายด้วยการเล่นฟุตบอล แต่กลัวว่าขืนไปเล่นตามสนามหญ้ารกร้างท้ายซอย เดี๋ยวแข้งราขาจะแพลงเพราะพื้นสนามไม่เรียบ เลยต้องไปเช่าสนามที่เขาเปิดขึ้นมาราคาชั่วโมงละร่วมพันบาท
สาวสมัยก่อนอยากสวยอยากงามเพียงแค่เอาแป้งฝุ่นมาทาหน้า เอารูจ (ลิปสติกนั่นละ คนยุคแม่ผมเรียกว่า รูจทาปาก) ขึ้นมาแต้มวาดริมฝีปากก็สวยเริ่ด สาวสมัยนี้บอกอย่างนั้นสวยไม่พอ ต้องไปหาหมอให้เอากระดูกซี่โครงมาเหลาสอดดันดั้ง หนังหน้าโดนแดดโดนไฟนิดหน่อยก็กลัวฝ้าขึ้น สาวสมัยก่อนอย่างเก่งก็เอาแตงกวากับไข่ขาวมาพอกก่อนนอน สาวสมัยนี้ต้องใช้ครีมขวดละเป็นพันบาทมาทา
ความกลัวโน่นกลัวนี่ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญต่อชีวิต เพียงแต่คิดล่วงหน้าแล้วกลัวกันไปเอง หรือบางทีเกิดความกลัวเพราะไปหลงรับข้อมูล จากฝ่ายการตลาดของผู้จำหน่ายสินค้า จึงทำให้คนยุคนี้สมัยนี้ต้องจ่ายเงินกับสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตมากขึ้น นั่นจึงเป็นตัวการที่ทำให้คนเราในปัจจุบันยากจน หรืออย่างน้อยก็ต้องรำพึงรำพันขึ้นมาว่า “ทำงานเท่าไหร่ ก็หาเงินไม่พอใช้พอเก็บเสียที”
วันนี้หากเราทุกคนลองเขียนรายการสิ่งของเครื่องใช้ที่เกินความจำเป็นต่อชีวิต และทดลองเลิกซื้อขึ้นมาสักสามสี่เดือนเท่านั้น ท่านจะพบว่าเรายังมีเงินเหลือเก็บอีกมากทีเดียว ฉะนั้นจงท่องคาถาเอาไว้ว่า “ถ้าไม่กลัว จะไม่จน” ครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



