ข่าว

 รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม?

รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม?

24 ก.พ. 2554

ถ้อยคำของนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และภรรยา นพ.เหวง โตจิราการ กล่าวถ้อยคำหรูหรา หลังจากปล่อยตัว 8 นปช.เมื่อวันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ “วันนี้ถือเป็นวันรุ่งอรุณของความยุติธรรม ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องท

  คำสั่งศาลที่ออกมาในวันนี้ จะช่วยลดและคลายความกดดันให้แก่ประชาชนที่มีอยู่ได้ลดลง” แม้ดูจะน่ายินดีอยู่บ้างในท่ามกลางสังคมที่มีการแบ่งขั้ว เลือกข้าง แต่การให้ประกันตัวจำเลยหรือผู้ต้องหา ก็เป็นหลักการปกติที่ศาลจำเป็นต้องให้ประกันอยู่แล้ว ยกเว้นมีเหตุพิเศษ เช่น เป็นคดีอุกฉกรรจ์ มีเหตุสงสัยว่าจำเลยจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับหลักฐานทางคดี ฉะนั้น อาจก้าวไกลไปถ้าจะบอกว่านี่คือรุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม

 เรื่องการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นเพียงกระบวนการระหว่างพิจารณา แปลว่า จำเลยยังจะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลให้เห็นว่า มิได้มีส่วนร่วมในการสร้างความวุ่นวาย ใช้กำลังประทุษร้าย กระทำการเสียหายแก่ระบบขนส่งสาธารณะ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ อันเป็นองค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ซึ่งข้อต่อสู้ของจำเลยก็คือเป็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ประเด็นก็คือเสรีภาพที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น เสรีภาพที่นำไปสู่การเผา ทำลายสถานที่ทำการของเอกชน เสรีภาพที่จะยุยงส่งเสริมให้ผู้คนเข้าต่อสู้ประหัตประหารกัน ยังจะเรียกว่าเป็นเสรีภาพหรือไม่

 อย่างไรก็ตาม อิสรภาพเพียงชั่วคราวของแกนนำ นปช.ครั้งนี้ ในด้านที่เป็นคุณ ก็อาจมองได้ว่า เป็นการลดข้อครหาในเรื่องสองมาตรฐานลงได้บ้าง คำว่าสองมาตรฐานหรือการเลือกปฏิบัติต่อคนสองฝ่ายที่แตกต่างกัน จะมีจริงหรือไม่ก็สุดแท้แต่ประโยชน์ได้เสียของคนกลุ่มนั้น ถ้ากลุ่มใดได้ประโยชน์ก็จะไม่คิดถึงคำว่าสองมาตรฐาน แต่ถ้าเสียประโยชน์ก็อาจจะบอกว่าสองมาตรฐาน แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏและไม่อาจปฏิเสธได้ ก็คือ ในข้อหาเดียวกัน ในความผิดลักษณะใกล้เคียงกัน และเป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อน แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้รับการปฏิบัติอย่างหนึ่ง ในขณะที่ นปช.ได้รับการปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง นี่อาจจะพอเรียกได้ว่า เป็นความเป็นธรรมได้

 พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพยานชั้นไต่สวนคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว และเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวเพื่อความสมานฉันท์ ที่มีลักษณะของการหาเสียงทางการเมืองชัดเจน อาจได้ภาพของความเป็นผู้นำที่จริงจัง และจริงใจในการประสานรอยร้าวของคนในสังคม แต่สุดยอดของความสมานฉันท์ ควรเป็นบทบาทของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพราะหากนายอภิสิทธิ์ตระหนักถึงความเป็นบุคคลสาธารณะ หรือ Public Figure ของตนเอง และละวางความไม่พอใจส่วนตัวลง ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาทแกนนำ นปช.บางคน ในขณะที่แกนนำ นปช.ก็ควรถอนฟ้องในคดีประเภทเดียวกัน นั่นก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นสมานฉันท์ เป็นรุ่งอรุณแห่งความยุติธรรมอย่างแท้จริง