
ปล่อยเสือเข้าป่า
ต่อให้ สุเทพ เทือกสุบรรณ พูดจนปากฉีกว่า เป็นข้อตกลงกับแกนนำเสื้อแดงแล้วว่า ยุติการชุมนุมแล้วมุ่งหน้าเลือกตั้ง ก็คงจะไม่มีใครฟัง
ไม่ว่าจะเป็น ตู่-จตุพร ธิดา ถาวรเศรษฐ รวมทั้ง 7 แกนนำเสื้อแดงที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากคุก เพราะมติ นปช.ชัดเจนแล้วว่า วันที่ 12 มีนาคม นัดชุมนุมใหญ่ที่ กทม.นั้น แกนนำเสื้อแดงทั้ง 7 ไปร่วมแน่
นั่นหมายความคำสั่งศาลที่ระบุว่า ห้ามยุยง ปลุกปั่น ปลุกระดมให้เกิดความปั่นป่วน ทำให้ประชาชกระด้างกระเดื่อง น่าจะต้องถูกท้าทาย
แต่สำหรับรัฐบาล ซึ่งก็รวมทั้งกองทัพเองในวันนี้จะต้องกลับมาแก้ปมที่ได้ตัดสินใจครั้งนี้ว่าจะมีหนทางอื่นใดที่จะแก้ความผิดพลาดที่ได้ทำลงไปแล้ว
เพียงเพราะเชื่อว่า มือประสานที่ส่งไปเจรจากับแกนนำเสื้อแดงและอดีตแกนนำที่เชื่อว่าน่าจะยังพอมีบารมี แล้วได้มีการยอมรับเงื่อนไขแล้วจะเป็นไปตามนั้น การตัดสินใจจึงเกิดขึ้น
แต่กลับกลายเป็นว่าเพียงแค่ 24 ชั่วโมงต่อมา 7 แกนนำก็ประกาศพร้อมร่วมการชุมนุมของ นปช.
ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะเรียกว่าผิดพลาดหรือไม่ คงจะต้องดูกันอีกนิด แต่ที่เรียกได้แน่ๆ ตอนนี้ก็คือ "ปล่อยเสือเข้าป่า" ไปแล้ว
คนที่ซวยคือ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่เคลื่อนไหวมาตั้งนาน ดันมาโดนจับเอาไม่กี่วันที่แกนนำ นปช.ได้รับอิสระ
ราวกับว่า นี่มันหมูไปไก่มา
เพราะว่า สุรชัย และผองเพื่อนนั้นขับเคลื่อนไปเหมือนแม่น้ำแยกสายไผ่แยกกอ หมิ่นแคลนการนำของ ธิดา ว่าจะทำให้ นปช.เคลื่อนไปผิดที่ผิดทาง และไม่มีทางจะ "ปฏิวัติ" สำเร็จ
การเคลื่อนไหวของ สุรชัย จึงกลายเป็นความสับสนของคนเสื้อแดง จนระยะยาว อาจกระทบต่อความเป็น "เอกภาพ" ของคนเสื้อแดง
ประเดิม 27 กุมภาพันธ์ไปชุมนุมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตที่วัดประทุมวนาราม 9 มีนาคมคือกำหนดนัดชุมนุมที่ จ.เชียงใหม่ ก่อนที่จะลงมาที่ กทม.ในวันที่ 12 มีนาคม จากนั้น 29 มีนาคมไปชุมนุมที่อุดรธานี ก่อนที่จะหวนกลับมา กทม.อีกครั้งในเดือนเมษายนเพื่อขับไล่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
กำหนดการชุมนุมขนาดนั้นน่าเชื่อว่า นับจากนี้ นปช.นัดกันยาว และยืดเยื้อแน่
แกนนำเสื้อแดงซึ่งเป็น 1 ใน 7 คน ที่ได้รับการปล่อยตัวออกมาถึงกับประกาศว่า ต้องโค่นอำมาตย์ให้ได้ภายในปีนี้ !
แนวคิดเช่นนี้สอดคล้องกับการประเมินสถานการณ์การชุมนุมในก่อนหน้านี้ว่า มีคนกลุ่มหนึ่งมุ่งหวังที่จะล้างทั้งกระดาน
ล้มทุน ล้มปืน ล้มเจ้า !
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นปืนที่จงรักภักดีต่อสถาบัน ก็รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนั้น
ล่าสุดถึงกับส่งสัญญาณว่า "มีคนที่จ้องจะทำลายสถาบันกษัตริย์ สถาบันทหาร"
ถามว่าส่งสัญญาณถึงใคร สุเทพ อภิสิทธิ์ น่าจะรู้ดี
ขณะที่ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์จากนิด้า ก็ได้ข้อสรุปที่ฟังดูดีแต่มีอันตรายว่า "มีการเกิดขึ้นของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่มองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอุปสรรคต่อระบบประชาธิปไตย"
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ "กวนใจ" กองทัพที่ตั้งมั่นในการปกป้องสถาบันหลัก
แล้วจากบทสัมภาษณ์ของ ธิดา ถึงแนวทางการต่อสู้ของ นปช.ก็คือ ต่อต้านรัฐประหาร คัดค้านสงคราม ทวงถามความยุติธรรม
ชัดเจนว่า รัฐประหารหากจะเกิดขึ้นก็ย่อมมาจากกองทัพเท่านั้น
ถามว่าการปลุกระดมคนเพื่อต่อต้านการรัฐประหารใช่เป็นเพียงเสี้ยวของความจริงที่มุ่งหมายหรือไม่ ?
อย่าว่าแต่ ธิดา เลย แกนนำ นปช.ทั้งหลายคงไม่มีใครกล้าตอบเป็นแน่
ขณะเดียวกัน นปช.เองก็คงยืนยันว่ามีจุดมุ่งหมายอยู่เพียงแค่นั้น
นี่จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ให้รัฐบาลกลับไปขบคิด
เพราะในยามนี้จะหันไปหากลุ่มพันธมิตรก็เป็นสิ่งที่ยากจะกล้ำกลืนเสียแล้ว
เวลานี้รัฐบาลทำได้เพียงทำใจกับการมีอยู่ของกลุ่มพันธมิตรที่ราชดำเนินและข้างทำเนียบรัฐบาล คิดเสียว่า เป็นกองกำลังป้องกันเสื้อแดงที่มีแนวโน้มว่าจะนัดชุมนจุมใหญ่ยืดเยื้ออีกครั้ง
ในวันนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์ คงมีเพียงพรรคภูมิใจไทยที่ยังคงอยู่ในเรือลำเดียวกัน เพราะจะหันกลับไปหานายเก่า ก็คงต้องตัดนิ้วของตัวเองเพื่อแสดงความซื่อสัตย์มากกว่าคนอื่น
แต่ก็เป็นพรรคภูมิใจไทยที่เริ่มจะหนาวยะเยือกเข้าขั้วหัวใจ เมื่อเสือถูกปล่อยออกจากกรง และเริ่มดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อฐานเสียงพรรคภูมิใจไทยโดยตรง
ในวันนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์ทำได้เพียงอย่างเดียว คือ รอดูว่าแกนนำเสื้อแดงที่ได้รับอิสรภาพชั่วคราว จะละเมิดคำสั่งศาลหรือไม่ เพื่อให้กลไกศาลทำงานอีกครั้ง
ถึงจะถูกตราหน้าว่าเอาระบบยุติธรรมไปเสี่ยงกับการเมือง แต่ถามว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์ยังมีไพ่ใบอื่นให้เล่นอีกหรือ?
ศรุติ ศรุตา



