
เขมรเล็งยื่นศาลโลกอ่านคำตัดสิน2505อีก
กัมพูชาเดินแผนสองด้วยการขอให้ทนายความต่างชาติยื่นเรื่องถึงศาลโลก ให้อ่านคำพิพากษาปี 2505 อีกครั้ง กษิตรุดพบนายกฯรายงานผลประชุมรมต.อาเซียน "ผบ.กกล.สุรนารี"ไฟเขียวชาวบ้าน เหยื่อปะทะ ฟ้อง ฮุน เซน ฐานจุดชนวนเหตุปะทะ พธม.เตรียมหารือปรับการชุมนุมอ้างสถานการณ์
หนังสือพิมพ์กัมพูชา ฉบับประจำวันที่ 23 ก.พ. 54 ยังคงนำเสนอข่าวกรณีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา โดยเสนอข่าวคำสัมภาษณ์ของนาย ฮอร์ นัม ฮง รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างของประเทศกัมพูชา ว่าประเทศไทยกำลังเดินตามทางการทูตของกัมพูชา โดยอ้างว่าปัญหาข้อพิพาทชายแดนกัมพูชา-ไทย นั้นกัมพูชา ได้เคยเสนอให้มีประเทศที่ 3 เข้ามาเป็นคนกลางในการช่วยเหลือและเจรจาข้อพิพาทกัมพูชา-ไทย แต่ประเทศไทยไม่ตกลงและต้องการแบบทวิภาคีอย่างเดียว แต่เมื่อการประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซี่ยน เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 54 ไทยกลับเห็นด้วยและเสนอให้อาเซี่ยนมาช่วยเหลือเจรจา ซึ่งถือว่าเป็นการเดินตามหางกัมพูชา และการเจรจาทวิภาคีก็ถือว่าปิดฉากลงแล้ว
ขณะเดียวกันหากอาเซียนไม่สามารถแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนกัมพูชา-ไทย ได้ กัมพูชาก็มีแนวทางรองรับ โดยให้ทนายความต่างชาติจำนวน 3 คน ได้แก่ ทนายความชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย เพื่อยื่นหนังสือต่อศาลโลก เพื่อให้ศาลโลกอ่านคำพิพากษาปี 1962 (พ.ศ. 2505 ) อีกครั้ง ซึ่งกัมพูชาไม่ได้ยื่นฟ้องให้ศาลโลกตัดสินคดีใหม่ แต่อยากให้ศาลโลกยืนยันคำตัดสินให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจชัดเจน
นายฮอร์ นัม ฮง ยังกล่าวอีกว่าเกี่ยวกับปัญหานี้ กัมพูชาสนับสนุนการตัดสินใจของสหภาพยุโรป ที่ได้เรียกร้องให้กัมพูชา และไทย เคารพคำพิพากษาศาลโลก ปี 1962 (พ.ศ. 2505 ) ซึ่งสหภาพยุโรปได้เตือนไทยว่า คำพิพากษาศาลโลก ปี 1962 (พ.ศ. 2505 ) ได้ตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา และได้เรียกร้องให้กัมพูชา และไทย เคารพ ใน คำพิพากษานี้ เพื่อก้าวไปสู่ข้อตกลงสันติภาพในพื้นที่ชายแดน และพื้นที่ปราสาทพระวิหาร สหภาพยุโรปได้เห็นชอบต่อการตัดสินใจขององค์การยูเนสโก ในการส่งเจ้าหน้าที่พิเศษเพื่อมาประเมินค่าความเสียหายของปราสาทพระวิหาร
กษิตรุดพบนายกฯรายงานผลประชุมรมต.อาเซียน
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้ารายงานผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ที่กรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซีย กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาในการรายงานประมาณ 15 นาที
นายกษิต กล่าวว่า มารายงานนายกรัฐมนตรีด้วยวาจา เรื่องการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการต้อนรับผู้สังเกตการณ์จากประเทศอินโดนีเซีย ที่จะหารือเรื่องการหยุดยิง การป้องกันไม่ให้มีการปะทะ ซึ่งจากนี้ไปหากมีการยิงก็จะมีการพิสูจน์ได้ว่าใครเริ่มก่อน พร้อมกับรายงานนายกฯว่าได้คุยโทรศัพท์กับนายมาร์ตี มาตาเลกาว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งได้ข้อมูลว่าขณะนี้อินโดนีเซียได้มีการประชุมเป็นการภายใน เพื่อมีข้อเสนอถึงรูปแบบการส่งผู้สังเกตการณ์จำนวน 15 คน มาที่ประเทศไทย โดยในจำนวนนี้จะมีทั้งทหารที่ไม่ติดอาวุธและพลเรือน 1-2 คน ทั้งนี้ได้นำประสบการณ์ที่ไทยได้รับเชิญจากอินโดนีเซียให้คณะนายทหารไปที่ จ.อาเจ๊ะ ประเทศอินโดนีเซีย และไปที่ติมอร์ตะวันออก ดังนั้นไทยกับอินโดนีเซียจึงมีประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
“ในทางปฏิบัติเราเคยช่วยเหลือเขาแล้ว ตอนนี้ก็มาให้ความร่วมกับเรา ซึ่งผู้สังเกตการณ์จะมีทั้งมีทหารและพลเรือน ขึ้นอยู่กับทางอินโดนีเซีย ” นายกษิตกล่าว
นอกจากนี้ยังมีการเตรียมการที่จะมีการประชุมการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) และการประชุมคณะกรรมการเขตแดนทั่วไป (จีบีซี) ซึ่งได้มีการติดต่อกันอย่างไม่เป็นทางการของกระทรวงการต่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยได้ส่งหนังสือเชิญไปแล้ว ขณะเดียวกันกรอบของ เจบีซี รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมได้ติดตามไปยังกัมพูชาเพื่อกำหนดวันโดยเร็ว ทั้งนี้คาดว่าอินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งต่อไป เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และตอบสนองสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ในกรอบการประชุม รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งมีถ้อยแถลงของรัฐมนตรีอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนออกมาแล้วเมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ส่วนการประชุมเจบีซีที่กำหนดไว้ในวันที่ 27 ก.พ. อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนเวทีประชุมจากประเทศไทยเป็นประเทศอินโดนีเซีย
เมื่อถามว่าความเห็นของไทยและกัมพูชา มีความเห็นที่ตรงกันแล้วหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ตรงกันแล้ว และสะท้อนอยู่ในถ้อยแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย เราต้องคิดว่าเรามีเจตนาดีต่อกัน มุ่งความสัมพันธ์ให้คืบหน้า เราทั้ง 2 ประเทศก็มีพันธกรณีต่ออาเซียน เพราะได้มีการพูดจาตกลงกันต่อหน้ารัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน 8 ประเทศเมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา
ผบ.กกล.สุรนารีไฟเขียวชาวบ้านฟ้องฮุนเซน
จากกรณีที่ นายวีระยุทธ ดวงแก้ว กำนันต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษจะเรียกประชุมผู้นำในพื้นที่เขตที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะไทย - กัมพูชา เพื่อหารือเรื่องการยื่นฟ้องต่อศาลโลกเอาผิดกับ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ปล่อยให้กองกำลังทหารกัมพูชาใช้ปืนยิงจรวดชนิด BM 21 ยิงถล่มหมู่บ้านภูมิซรอลและหมู่บ้านข้างเคียงได้รับความเสียหาย ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา กว่า 25,000 คน
ผลจากการปะทะดังกล่าวทำให้บ้านเรือนถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลัง 7 หลัง เสียหายบางส่วนจำนวน 15 หลัง นอกจากนี้ประชาชนในเขต ต.เสาธงชัยจำนวน 11 หมู่บ้าน 177 ราย พืชพรรณทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากในนี้มีสวนยางพาราเสียหาย 224 ไร่ และมีแปลงผัก และพืชพรรณทางการเกษตรอื่น ๆ รวมทั้งหมดแล้ว 664 ไร่ และยังมีชาวบ้านคือนายเจริญ ผาหอม เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย ดังนั้นสมเด็จฮุน เซน ในฐานะผู้เปิดฉากยิงปืนใหญ่ใส่ฝ่ายไทยก่อนจะต้องรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้นนี้
นายบุญมี บัวต้น อดีตนายก อบต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้ทางกำนันเสาธงชัยได้มาปรึกษาตนเหมือนกัน ซึ่งส่วนตัวตนก็เห็นด้วยที่จะทำเรื่องฟ้องกลับ เพราะทางกัมพูชาก็จะยื่นฟ้องค่าเสียหายจากเราเหมือนกัน ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องฟ้องแก้เกี้ยวกลับไปเพื่อให้เกิดความสมดุล โดยพรุ่งนี้ท่านกำนันจะเรียกประชุมผู้นำในพื้นที่มาพูดคุยกันและจะทำเป็นหนังสือเสนอต่อกระทรวงต่างประเทศให้พิจารณายื่นเรื่องฟ้องค่าเสียหายจากสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโดยเร็วที่สุด
นายบุญมี กล่าวต่อว่า วันนี้ตนและท่านกำนันเสาธงชัย ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับ คณะกรรมการกาชาดสากล ที่มาลงพื้นที่บ้านภูมิซรอล มอบอุปกรณ์การเรียนการสอน ชุดพยาบาล และเต็นท์สำหรับทำเป็นอาคารเรียนชั่วคราว ว่าประชาชนอย่างเรานี้จะสามารถทำหนังสือประท้วงรัฐบาลกัมพูชาได้หรือไม่ เขาก็ไม่ได้แนะนำอะไรมากบอกเพียงว่าหากประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะครั้งนี้ เป็นผู้ร้องเองก็จะดี ไม่ต้องถึงระดับรัฐบาลฟ้องก็ได้
นายบุญมี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังได้ปรึกษา พล.ต.ชวลิต ชุนประสาน ผบ.กกล.สุรนารี ถึงเรื่องนี้ด้วยท่านก็บอกว่าให้ประชาชนที่เดือดร้อนฟ้องเองดีที่สุด ดังนั้นทางกลุ่มผู้นำในเขตพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะครั้งนี้จะเรียกประชุมเพื่อประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งหมด และจะทำหนังสือยื่นฟ้องค่าเสียหายดังกล่าวผ่านกระทรวงต่างประเทศคาดว่าพรุ่งนี้คงจะมีความชัดเจนต่อเรื่องนี้
พธม.เตรียมปรับการชุมนุมอ้างสถานการณ์เปลี่ยน
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แถลงถึงกรณีที่มีการนำประเทศอินโดนีเซียมาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชา ว่า การที่ประเทศไทยยอมตรงนี้ถือว่าทำให้เราเสียดินแดนในทางปฏิบัติอย่างถาวรแล้ว เพราะการนำประเทศที่สามเข้ามาก็ไม่มีหลักประกันใดที่ระบุว่าจะมีการผลักดันชุมชน วัด ทหาร กัมพูชาออกไปนอกดินแดนของประเทศไทยได้หรือไม่ ฉะนั้นจากนี้จึงเหลือเพียงกระบวนการที่นายกฯจะทวงคืนดินแดนที่เสียไปอย่างไรเท่านั้น และการที่นำทหารอินโดนีเซียมาประจำการที่ฝั่งไทยและฝั่งกัมพูชา ฝั่งละ 12 นาย เพื่อเป็นสักขีพยานในการหยุดยิงถาวรต้องถามกลับว่าทหาร 12 นายที่ยืนฝั่งกัมพูชายืนบนแผ่นดินของใคร ถ้าบอกว่ายืนบนแผ่นดินกัมพูชา ต้องยืนบริเวณตีนหน้าผาเขาพระวิหารเท่านั้น แต่ถ้าทหาร 12 นายยืนบนวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ หรือบริเวณยอดเขาก็แสดงว่าเราได้เสียดินแดนให้กับกัมพูชาอย่างถาวร และจากนี้จะเป็นสถานการณ์ที่ยากขึ้นต่อการทวงคืนดินแดน เพราะเท่ากับว่ามีนานาชาติรับรอง
“เนื่องจากสถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลง คณะกรรมการรวมพลังปกป้องแผ่นดินต้องมาหารือประเมินสถานการณ์ และดูว่าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการชุมนุมอย่างไร ซึ่งคาดว่าน่าจะประชุมกันในวันพรุ่งนี้ ( 24 ก.พ.) ” นายปานเทพกล่าว
นายปานเทพกล่าวต่อว่า ในวันที่ 24 ก.พ. เวลา 09.00 น. ตนจะไปที่ศาลแพ่งเพื่อยื่นฟ้องกรณีการออก พ.ร.บ.ความมั่นคง โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยจะฟ้องนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และ ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ และในเวลา 15.00 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จะเดินทางไปที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อไปยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. กรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยัดเยียดข้อหาก่อการร้ายให้แก่ พล.ต.จำลอง จากเหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ แบละดอนเมือง โดยเป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่มิชอบ และหาก ผบ.ตร.ยังเพิกเฉยก็ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย



