ข่าว

ยัน1พ.ค.รับแรงงานนอกระบบเข้าประกันสังคม

ยัน1พ.ค.รับแรงงานนอกระบบเข้าประกันสังคม

23 ก.พ. 2554

“อภิสิทธิ์”ยันเริ่มใช้ม.40 ทัน1พ.ค.นี้ รองรับแรงงานนอกระบบ 30 ล้านคน ก.แรงงานเร่งประกาศใช้ให้ทันแน่ ลูกจ้างจวก สปส.ด้อยพีอาร์ ตัวแทนแท็กซี่ลังเลเข้าร่วม

  เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ สำนักงานประกันสังคม(สปส.)ได้จัดเวที “ปฎิบัติการประชาวิวัฒน์ ประกันสังคมไทยเข้มแข็ง” ในการสร้างระบบคุ้มครองและหลักประกันทางสังคมให้กับแรงงานนอกระบบ         โดยมีแรงงานนอกระบบอาชีพต่างๆ เช่น คนขับรถแท็กซี่-สามล้อ คนพิการ ชาวนา ผู้ค้าหาบเร่-แผงลอย รวม 1,700 คน   และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นต้น เข้าร่วม

            นายเฉลิมชัย กล่าวรายงานการจัดงานว่าที่ผ่านมาการดำเนินงานของสปส.แม้สามารถให้ความคุ้มครองประชาชนได้ดีระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถคุ้มครองได้ทุกกลุ่ม ดังนั้นการสร้างระบบความคุ้มครองครั้งนี้จึงเป็นของขวัญชิ้นหนึ่งที่ให้ประชาชนซึ่งนำไปสู่ระบบสวัสดิรการที่ดีต่อไป

            นายอภิสิทธิ์กล่าวเปิดงานพร้อมปาฐกถาว่า ตนให้ความสำคัญกับมาตฐการการดูแลทางสังคมมาตั้งแต่แรก แม้ในช่วงที่เข้ามาทำงานครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อนจะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องเศรษฐกิจที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และยังมีความขัดแย้งทางการเมืองด้วย แต่ไม่ว่าเศรษฐกิจโดยภาพรวมจะเป็นอย่างไร ปฎิเสธไม่ได้ว่าประชาชนยังเดือดร้อนเรื่องปากท้องโดยเฉพาะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งตนย้ำกับรัฐมนตรีว่า แม้เข้ามาระหว่างวิกฤต แต่ไม่ใช่ไม่ทำเรื่องโครงสร้างของสังคม โดยต้องสร้างความมั่นคงที่เป็นพื้นฐานชีวิตให้คนไทยให้ดีขึ้น เพราะทราบดีว่าผู้ที่มีหลักประกันที่ดียังมีเพียงกลุ่มน้อยในสังคม เช่น ข้าราชการ ซึ่งทำให้อาชีพรับราชการยังเป็นที่สนใจของประชาชน เพราะแม้เงินเดือนน้อย แต่มีสวัสดิการถึงครอบครัว

            นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเมื่อมีการผลักดันให้เกิดระบบประกันสังคมขึ้นเมื่อปี 2533 เพื่อให้ลูกจ้างในสถานประกอบการและได้ขยายถึงลูกจ้าง 1 คน แต่ผู้ประกันตนกลุ่มนี้เต็มที่ก็เข้าสู่ระบบเพียง 10 ล้านคน เมื่อรวมกับระบบประกันของราชการและครอบครัวแล้วยังไม่ถึง 20 ล้านคน ทำให้คนที่เหลืออีก 20-30 ล้านคนยังไม่มีหลักประกันใดๆ แม้รัฐบาลหลายยุคพยายามผลักดัน

            “ผมอยู่การเมืองมา 20 ปี และได้ถกเถียงเรื่องเหล่านี้มานาน ซึ่งในที่สุดได้มองไปถึงมาตรา 40 ในพรบ.ประกันสังคม แต่ของเดิมนั้นไม่จูงใจเพียงพอ และต้องจ่ายเงินสมทบเป็นรายปี แม้เปลี่ยนเป็นรายเดือนภายหลังแล้วก็ตาม นอกจากนี้ยังมีความไม่ชัดเจนเรื่องที่รัฐบาลร่วมจ่าย ทำให้การขยายตัวประเด็นนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งเมื่อปลายปีก่อนเมื่อเรามั่นใจว่าเศรษฐกิจมหาภาคฟื้นตัวแล้ว เราจึงได้หารือกันว่างานต่อไปคือการสร้างระบบคุ้มครองแรงงานนอกระบบเหล่านี้ให้สู่ระบบ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องประกันสังคมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องอื่นๆเพราะคนเหล่านี้ทำมาหากินสุจริต แต่บางส่วนต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลการกระทำผิด ต้องถูกข่มขู่ รีดไถ ที่สำคัญคือไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

            นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สังคมไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุ หากคนเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าถึงหลักประกันก็จะกลายเป็นปัญหาและเกิดความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งขึ้นได้ในอนาคต และทางเลือกที่รัฐบาลต้องทำคือประชาชนต้องมีกำลังจ่ายเงินสมทบ โดยรัฐบาลก็ร่วมจ่ายด้วยเพื่อเป็นแรงจูงใจ ขณะเดียวกันสิทธิประโยชน์ต่างๆก็ต้องดีพอสมควร และต้องไม่ไปปิดโอกาสในหลักประกันอื่น ซึ่งในที่สุดจึงได้เสนอทางเลือก 2 ประการคือ 1. ประชาชนจ่าย 70 บาท รัฐบาลจ่าย 30 บาท ได้รับสิทธิประโยชน์ 3 ประการคือเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย และกรณีทุพพลภาพและเสียชีวิต 2.ประชาชนจ่าย 100 บาท รัฐบาลจ่ายสมทบ 50 บาท ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ 3 ประการเช่นกัน แต่ยังได้กรณีชราภาพด้วย

            “ต้องขอขอบคุณรัฐมนตรีเฉลิมชัยและสปส.ที่กระตือรือร้นจนขณะนี้ร่างระเบียบได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฏีกา และได้มีการวางกรอบเวลาไว้ชัดเจน ซึ่งเราตั้งใจว่าจะดำเนินการให้ทันในวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรงงานแห่งชาติ แต่ก่อนถึงวันนั้นเราต้องทำงานหนักกันต่อไป ผมได้เรียกประชุมทุกๆ 2 สัปดาห์เพื่อขอทราบความคืบหน้า รัฐบาลได้ประกาศไปแล้วว่า ต้องการเห็นระบบสวัสดิการที่สมบูรณ์เกิดขึ้นภายในปี 2559 แต่การสร้างหลักประกันตรงนี้ถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญมาก ถ้าเราทำสำเร็จ นอกจากช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว ยังเป็นการวางรากฐานในอนาคตด้วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ก.แรงงานเร่งประกาศใช้ให้ทัน1พ.ค.

            นายเฉลิมชัย   ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จะเร่งให้ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมฉบับแก้ไขที่ให้รัฐบาลสามารถร่วมจ่ายเงินสมทบได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของอัตราเงินสมทบ ให้สามารถประกาศใช้ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันแรงงานแห่งชาติ รวมทั้งเร่งการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับทราบสิทธิประโยชน์หากเข้าสู่ระบบประกันสังคมตามมาตรา 40 ตามนโยบายประชาวิวัฒน์ ประกันสังคมไทยเข้มแข็ง ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าจะดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมกว่า 2.4 ล้านคน โดยจะแยกกองทุนนี้ออกจากกองทุนปกติ และเชื่อว่าจะใช้เวลา 2 ปี ในการกำหนดทิศทางกองทุนว่าสามารถดำเนินการต่อไปได้หรือไม่ รวมทั้งการพิจารณาปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างไรก็ตามสปส.ไม่ได้ปิดกลั้นการเลือกสิทธิ์ของผู้ประกันตน ว่าจะเลือกใช้สิทธิ์ของประกันสังคมหรือไม่ ส่วนความเลื่อมล้ำสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสังคม กับ สิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทองนั้น เกิดจากความเข้าใจ ซึ่งสำนักงานประกันสังคม หรือ สปส.ต้องเร่งสร้างวามเข้าใจกับผู้ประกันตนและประชาชน เนื่องจากการรักษาพยาบาลของสปส.และบัตรทอง ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกันหากดูในรายละเอียด พร้อมยืนยัน สปส.ไม่แข่งกับใครแต่ต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้ผู้ประกันตนได้สิทธิประโยชน์สูงสุด

            รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า จะมีการขอความร่วมมือโรงพยาบาลศูนย์ของประกันสังคม 3 แห่ง ในการปรับปรุงให้เป็นโรงพยาบาลต้นแบบ และเชื่อว่าภายในปีนี้ต้องมีโรงพยาบาลต้นแบบ ซึ่งการทำประกันสังคมคือการร่วมกันรับผิดชอบสังคมของกลุ่มบุคคลที่มีรายได้ เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถเก็บเงินภาษีของประชาชนได้ทั้งหมด อีกทั้งประกันสังคมยังมีสิทธิประโยชน์อื่นอีกนอกเหนือจากการรักษาพยาบาล

            ส่วนการแก้ไขกฎหมายต้องแก้ พ.ร.บ. 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ พ.ร.บ.ประกันสังคม ในการให้ผู้ประกันตน เลือกสิทธิ์การรักษาพยาบาล ซึ่งกระทรวงแรงงาน และสปส.ไม่ได้ปิดกลั้นการเลือกรักษา เพียงแต่มีเงื่อนคือการแก้ พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับให้ตรงกัน ซึ่งได้แจ้งให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว

ลูกจ้างจวก สปส.ด้อยพีอาร์ม.40

            นางสุจิน รุ่งสว่าง ประธานศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ กล่าวว่าได้ต่อสู้เรื่องมาตรา 40 มานาน แต่มาสำเร็จในยุครัฐบาลนี้ แต่สิ่งที่อยากเห็นคือการนำไปสู่การปฎิบัติในทุกพื้นที่ นอกจากนี้ยังอยากเห็นการทำงานแบบบูรณาการระหว่างกองทุนการออมแห่งชาติและกองทุนประกันสังคม เพื่อที่คนงานจะได้ไม่สับสน และอยากให้รัฐบาลสนับสนุนงานเรื่องอาชีวอนามัย

            นางสุจิน กล่าวอีกว่า อยากให้ทางสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งทำความเข้าใจ และให้ข้อมูลกับแรงงานนอกระบบให้มากกว่านี้ เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงข้อมูล และไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของมาตรา 40 ที่ออกมาใหม่ตามแผนนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาลนี้ ทำให้ตัดสินใจลำบาก

    “ประกันสังคมควรทำงานแบบมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายมากกว่านี้ ซึ่งที่ผ่านมามีการประชาสัมพันธ์น้อยมาก ประชาชนรับรู้ผ่านช่องทางแค่สื่อโทรทัศน์เท่านั้น ขณะที่แผ่นพับของประกันสังคมที่ทำแจกชาวบ้านก็ไปกระจุกตัวอยู่ตามสำนักงานจังหวัด ไม่ได้กระจายไปตามหมู่บ้าน ประชาชนเข้าไม่ถึงข้อมูล ซึ่งกระทรวงแรงงานควรใช้อาสาสมัครแรงงานที่มีอยู่ เพราะทุกวันนี้อาสาสมัครแรงงานก็ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เขาก็ไม่รู้จะทำอะไร ” นางสุจิน กล่าว   

            นายสุจิน กล่าวด้วยว่า แรงงานนอกระบบสนใจสิทธิประโยชน์แบบที่ 1 มากกว่า เพราะนอกจากจะได้รับเงินชดเชยการขาดรายได้ กรณีเจ็บป่วย ยังสามารถเข้ากองทุนเงินออมแห่งชาติ (กอช.) ได้ ส่วนแบบที่ 2 มีแรงงานสนใจน้อยกว่า เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์เรื่องบำเหน็จชราภาพแล้ว ส่วนเรื่องการรักษาพยาบาลนั้น ทั้ง 2 ตัวเลือกสามารถใช้บัตรทองจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ ซึ่งแรงานส่วนใหญ่มีอยู่เดิมแล้ว ไม่ได้เดือดร้อยในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ยังเป็นห่วงเรื่องระบบการจัดเก็บเงินของทั้ง 2 กองทุน ว่าควรจะมีการบริหารจัดการให้ความสะดวกกับผู้ประกันตนที่อยู่ห่างไกลที่ควรจัดเก็บในจุดเดียว   

ตัวแทนแท็กซี่ลังเลเข้าร่วม

            นายมนัญชัย โต๊ะสุวรรณ คนขับแท็กซี่ กล่าวว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะทำได้ดังที่ประกาศได้จริงหรือไม่ เพราะลำพังตัวรัฐบาลเองขณะนี้ก็แทบเอาตัวไม่รอด โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าเงินสมทบที่จ่ายนั้นน้อยไป ทำให้สิทธิประโยชน์ต่างๆน้อยไปด้วย จริงๆแล้วน่าจะเก็บเงินสมทบสักเดือนละ 500 บาท แล้วรัฐจ่ายสมทบ 300 บาท เพื่อให้สิทธิประโยชน์โดยเฉพาะกรณีชราภาพได้คืนสู่ผู้ประกันตนพอใช้

            นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่าเห็นด้วยที่จะสร้างหลักประกันให้ชาวไร่ชาวนา เพราะที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการเหลียวแล เพียงแต่อย่างทำให้เรื่องนี้เป็นแค่นโยบายแล้วไม่สู่การปฎิบัติจริงๆ ซึ่งหากราชการที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับกลุ่มองค์กรต่างๆ ไม่ใช่เดินสายเหมือนขายประกัน ก็น่าจะมีชาวนาให้ความสนใจเพราะเป็นเรื่องที่มีประโยชน์