ข่าว

ชาวบ้านเฮ 4 ด.ที่สาธารณะยุติ                      
ผู้ถือสิทธิ์ขาดคุณสมบัติ-ชงกก.จังหวัดชี้ขาด

ชาวบ้านเฮ 4 ด.ที่สาธารณะยุติ ผู้ถือสิทธิ์ขาดคุณสมบัติ-ชงกก.จังหวัดชี้ขาด

24 ก.พ. 2554

อุบลราชธานี-ชาวปากแซงเฮ สปก.อ่อนข้อหาแนวทางยุติปัญหาที่สาธารณประโยชน์ เปิดประชุม 3 ฝ่าย ได้ข้อยุติให้ อบต.สอบปากคำชาวบ้าน หาที่มาของที่ดินสาธารณะ พบผู้ถือสิทธิ์ขาดคุณสมบัติ เตรียมชงเรื่องเสนอคณะกรรมการระดับจังหวัดชี้ขาดภายใน 120 วัน

  หลังชาวบ้านปากแซงเข้าร้องเรียนต่อนายสุรพล สายพันธ์ ผู้ว่าฯ อุบลราชธานี ถึง 2 ครั้งว่ามีกลุ่มบุคคลได้นำเอกสาร สปก.4-01 มาอ้างอิงว่าที่ดินป่าเนินเขา (คันบวกคาม) อยู่ริมถนนยุทธศาตร์สายเขมราฐ-โขงเจียม ระหว่าง กม.ที่ (45-46) เขตหมู่บ้านปากแซง หมู่ 3 ต.พะลาน อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี เป็นของภรรยาชาวต่างชาติรายหนึ่ง โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้เข้ามาทำประโยนชน์ สร้างความเป็นเดือดให้ชาวบ้านปากแซงอย่างมาก

 กลุ่มชาวบ้านจึงมอบให้นายกฤษณะ วิลามาศ ผู้ใหญ่บ้านปากแซง นำคณะกรรมการหมู่บ้านเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการ ให้ตั้งคณะกรรมการออกไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตามเอกสารและหลักฐานระบุ นางนิดา แก้วเนตร เป็นผู้ถือครองสิทธิ์โดยชอบ

 ผู้ใหญ่บ้านปากแซงเล่าว่า ที่ดินแปลงนี้เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ ชาวบ้านได้หวงแหนไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยการใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ แหล่งอาหารตามฤดูกาล ตลอดจนใช้เป็นแหล่งย้อมเครื่องนุ่งห่ม (แช่น้ำครามธรรมชาติ) สำหรับเสื้อผ้า และการที่ สปก.ออกเอกสารสิทธิแก่ผู้คนต่างจังหวัดเช่นนี้ นับเป็นการออกให้อย่างไม่ถูกต้อง

 ผู้ว่าราชการจึงตั้งคณะกรรมการระดับอำเภอขึ้นมา ประกอบด้วยนายอำเภอนาตาล ฝ่ายกฎหมายจากศาลากลางจังหวัด ตัวแทน สปก.อุบลราชธานี และตัวแทนจากชาวบ้าน เข้าร่วมพิจารณาพบผู้ถือครองสิทธิ์ไม่ได้เข้าทำประโยชน์จริง ตั้งแต่แรกเริ่มถึงปัจจุบัน โดยผู้ถือครองสิทธิ์อ้างว่ามีการปลูกยางพาราเต็มพื้นที่ 8 ไร่ และจากการตรวจสอบของคณะกรรมการแล้ว ไม่พบสิ่งปลูกสร้างใดๆ นับเป็นการกล่าวอ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตนและทำให้ชาวบ้านเสียประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด

 นายปัญญา เศวตธรรม ปลัดอาวุโสอำเภอนาตาล ปฏิบัติหน้าที่แทนนายนพ บุญล้อม นายอำเภอนาตาล กล่าวว่า ผู้ถือครองสิทธิ์ไม่ได้ทำประโยชน์จริง มติที่ประชุมจึงได้มอบให้ อบต.พะลาน เข้ามามีบทบาท โดยเรียกสอบปากคำชาวบ้านถึงสาเหตุที่มาของการเป็นที่สาธารณประโยชน์ เพราะที่ดินแปลงนี้มิได้มีเอกสารใดๆ ที่จะแสดงให้เห็นว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์แต่กฎหมายระบุไว้ว่าที่ตรงใดไม่ว่าจะเป็นป่า ที่ดิน ห้วย หนอง คลอง บึง ต่างๆ หากชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้ว ก็ให้ถือว่าที่ตรงนั้นคือที่สาธารณประโยชน์

 หลังจากที่ อบต.ได้สอบปากคำชาวบ้านเสร็จสิ้นแล้ว คณะกรรมการก็จะส่งเรื่องไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการระดับจังหวัด เป็นผู้ชี้ขาดภายในระยะเวลาไม่เกิน 120 วัน นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป