
ไร้ความสามารถ
ยังไม่ทันที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติจะได้เริ่มประชุม โดยมีวาระการประชุมที่ชาวบ้านส่วนใหญ่คงจะไม่เข้าอกเข้าใจอะไรมากนัก เพราะสิ่งที่พวกอยากได้ ก็คือ เห็นน้ำมันพืชอะไรก็ได้ วางขายในที่ที่มันเคยมี เคยวางให้หยิบจับได้ง่ายดายเท่านั้น
ในแง่ชาวบ้านที่บริโภคน้ำมันพืช ที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นน้ำมันปาล์ม ผัดผักถึงจะอร่อย ทอดไก่ ทอดเนื้อถึงจะมีสีสันน่ากิน
สำหรับชาวบ้านแล้ว น้ำมันอะไรก็ได้ ขอให้มันมี แต่นี่ไม่มี หรือถึงมีก็จำกัดจำเขี่ยได้ครอบครัวละ 1-2 ขวด
ทำราวกับว่าบ้านเมืองเรานั้นมาถึงยุคที่ต้องปันอาหารกันแล้ว
ทั้งที่ในความเป็นจริง ตัวเลขส่งออกน้ำมันปาล์มก็ปรากฏในเอกสารของทางการว่า เดือนที่ผ่านมา ส่งออกไปกี่ตัน เดือนก่อนหน้าโน้นไปกี่ตัน
ส่งออกได้ แต่คนในบ้านในประเทศกลับต้องมาปันน้ำมันพืช
เรื่องนี้ร้ายแรงแค่ไหน ให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ พรทิวา นาคาศัย ธีระ วงศ์สมุทร และดอกเตอร์สามสี นั่นก็ด้วย ควรจะไปถามข่าวเซเว่นอีเลฟเว่น ที่ทำเนียบรัฐบาลนั่นแหละว่า มีแม่ค้าหวิดจะตบกันเพราะเวียนเทียนมาซื้อน้ำมันปาล์มที่เขาจำกัดให้แค่คนละขวด
ไม่รู้ว่าเพราะความเดือดร้อนที่ไม่มีน้ำมันไปทอด-ผัด ขายให้ลูกค้า หรือไม่ จึงทำให้ไม่สนใจว่า ที่นั่นมันคือทำเนียบรัฐบาล หรือว่าเป็นเพราะว่า ไม่จำเป็นต้องไปเคารพหรือให้เกียรติเพราะศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดิน แต่กลับล้มเหลวในการบริหาร
ถ้าบรรดาผู้ที่น่าจะต้องมีส่วนรับผิดชอบที่ว่ามานั้นไปถามไถ่จนได้ชื่อได้ที่อยู่แล้ว ก็ควรจะไปหาเพื่อขอบคุณที่สะท้อนภาพความเป็นจริงอันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารการแผ่นดินในครั้งนี้ด้วย
ขณะเดียวกัน ก็ควรจะต้องขอบคุณในกรณีที่เป็นแรงบันดาลใจให้เร่งหาน้ำมันมาขาย และเร่งตรวจสอบไอ้โม่งที่สั่งกักตุน หรือคนที่กักตุน เพื่อรอราคา ที่ทำท่าว่าจะเพิ่มขึ้นตามตลาดโลก
เพราะต้องไม่ลืมว่า น้ำมันปาล์มไม่เหมือนกับยางพารา ที่ราคาตลาดโลกขึ้นเท่าไหร่ ก็ว่ากันไปตามนั้น
งานนี้ถึงจะเรียกว่า "งามหน้า" เพราะแม่ค้าเกือบตบกันกลางทำเนียบรัฐบาล แต่ถ้าเทียบกับความล้มเหลวในการหาน้ำมันพืชมาสนองความต้องการของผู้บริโภคไม่ได้นี่สิน่าจะหนักกว่า
แม่ค้าทำก็แค่งามหน้า แต่อย่างหลังนี่น่าจะเรียกว่า "ไร้ความสามารถ"
ศรายุทธ สายคำมี
[email protected]



