
กต.-แรงงานหาช่องช่วยคนไทยในลิเบีย
ถึงแม้ว่า ไทยจะรอดพ้นจาก ทฤษฎีโดมิโน ไปได้ เมื่อหลายปีก่อน แต่กรณี "โดมิโนดอกมะลิ" ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง พี่น้องคนไทยที่ไปขายแรงงาน และศึกษาหาความรู้ หลายหมื่นคนกำลังอยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่า หวาดผวา และไม่รู้ทิศทางที่จะหนีไปจากเหตุจลาจลจากการชุมนุมโค
สำหรับการติดตามสถานการณ์การชุมนุมในกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ กระทรวงการต่างประเทศได้ติดตามสถานการณ์เป็นพิเศษ หรือ "เรดาร์สกรีน" จำนวน 7 ประเทศ คือ โมร็อกโก แอลจีเรีย บาห์เรน ลิเบีย อิหร่าน อียิปต์ และคูเวต
โดยมีการจับตาเป็นพิเศษ 2 ประเทศ คือ บาห์เรน และลิเบีย เพราะสถานการณ์ความรุนแรงค่อนข้างชัดเจน
ทั้งนี้สถานการณ์ในประเทศลิเบีย ซึ่งถือว่ามีความรุนแรงมากที่สุดในขณะนี้ มีแรงงานไทยทำงานอยู่ในเมืองเบงกาซี ซึ่งมีการชุมนุมใหญ่เป็นจุดแรกประมาณ 2,000 ขณะที่ในกรุงตริโปลี ซึ่งเป็นเมืองหลวง มีคนงานกระจายอยู่ตามแคมป์ต่างๆ อีกประมาณ 2 หมื่นคน
ส่วน "แผนอพยพคนไทย" ซึ่งขณะนี้ระบบโทรคมนาคมในลิเบีย ทั้งโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต ใช้การไม่ได้ รวมทั้งมีการปิดน่านฟ้าทำให้แผนอพยพทางอากาศที่เตรียมไว้ต้องปรับเปลี่ยน
แผนแรก จะมีการประสานสถานทูตไทยในอิตาลีว่า ให้มีการส่งเรือจากเมืองซิซิลี ประเทศอิตาลี
แผนสอง คือ การประสานสถานทูตไทยที่ประเทศกรีซ ให้ช่วยส่งเรือจากประเทศมอลตา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรีซเข้ามารับแรงงานไทย
อย่างไรก็ตาม การอพยพจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสถานการณ์รุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ โดยขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งผ่านไปยังบริษัทที่จ้างแรงงานไทยให้กักตุนอาหารและเครื่องดื่มไว้ แต่หากแรงงานไทยต้องการที่จะเดินทางกลับก็พร้อมที่จะพิจารณาส่งกลับทันที
สำหรับแผนการดำเนินการช่วยเหลือจะมีการประเมินกันแบบ "วันต่อวัน" เพื่อดูว่ามีเหตุการณ์แทรกซ้อนหรือไม่ โดยทางเลือกดีที่สุดในขณะนี้คือ ให้คนงานอยู่ในแคมป์ที่พักไปก่อน เพราะเกรงว่าหากออกนอกพื้นที่อาจถูกปล้นได้
ส่วนแรงงานไทยในลิเบียขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งขอกลับ โดยความต้องการที่จะให้ส่งกลับเป็นความต้องการของทางญาติแรงงานในประเทศไทยมากกว่า เพราะเป็นห่วงสวัสดิภาพของคนไทยที่อยู่ที่นั่น
ขณะที่แนวทางการช่วยเหลือคนไทยในประเทศบาห์เรน ได้มีการประสานงานไปยังบริษัทการบินไทย และสายการบินกัลฟ์แอร์ เพื่อจัดเตรียมเครื่องบินพร้อมสำหรับการอพยพทางอากาศแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีการจราจรทางอากาศหนาแน่นมาก เนื่องจากแต่ละประเทศมีการอพยพคนเป็นจำนวนมากพร้อมกัน ก็มีแผนสำรองเตรียมไว้นั่นคือ การเคลื่อนย้ายคนไทยออกทางประเทศข้างเคียง เพื่อต่อเครื่องบินกลับประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังเตรียมอพยพคนไทยผ่านท่าเรือหลัก 2 แห่งของบาห์เรน คือ ท่าเรือมีน่า กัลฟ์เมน และท่าเรือคาลิฟา
ในส่วนของประเทศอื่นๆ เช่น โมร็อกโก และแอลจีเรีย จะเน้นอพยพคนทั้งทางเรือ และทางอากาศ
ส่วนการขึ้นรถเพื่อไปออกชายแดนเป็นสิ่งที่กระทรวงต่างประเทศไม่แนะนำ เพราะระหว่างทางอาจเกิดอันตรายจากการปล้นได้
ขณะที่ประเทศเยเมน ซึ่งไม่มีสถานทูตไทยอยู่ที่นั่นได้ประสานไปยังสถานทูตไทยในโอมาน โดยเยเมน มีคนไทยอยู่ประมาณ 90 คน ยอมรับว่าประสานงานได้ลำบาก แต่ก็มีการติดต่อรายบุคคคลเพื่อสอบถามสภาพความเป็นอยู่เป็นระยะ
อีกมาตรการที่กระทรวงการต่างประเทศนำมาใช้ คือ การสร้าง "เครือข่าย" ความร่วมมือกับประเทศที่ส่งแรงงานไปทำงานในลิเบีย ประกอบด้วย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ตุรกี และโมร็อกโก โดยแนวทางปฏิบัติ จะมีการอัพเดทสถานการณ์ระหว่างกันเป็นระยะ
ทั้งนี้ ในส่วนของไทย และอินโดนีเซีย มีการพูดคุยกันมาก่อนหน้านี้ว่า หากประเทศไหนที่มีการส่งแรงงานทั้งสองประเทศเข้าไป และเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น ทั้งสองประเทศจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันทันที
สำหรับข้อมูลแรงงานไทยที่อยู่ในประเทศที่เกิดโดมิโนดอกมะลิที่ได้จากกระทรวงแรงงานล่าสุดนั้น ประเทศลิเบียมีแรงงานไทยอาศัยและทำงานอยู่มากที่สุด คือ 23,600 คน รองลงมาคือ บาห์เรน 3,978 คน อียิปต์ 630 คน อิหร่าน 465 คน เยเมน 307 คน
ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือ แรงงาน 1,000 คนเศษ ที่ประเทศลิเบีย ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงขับไล่รัฐบาลกัดดาฟี ที่จำเป็นจะต้องอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยเสียก่อน
ก่อนที่สถานการณ์การชุมนุมในลิเบียจะเกิดขึ้น ไซต์งานบริษัทก่อสร้างสัญชาติเกาหลีใต้ ก็ถูกกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายในลิเบียบุกเข้ายึด และขับไล่คนงานทั้งหมดออกไป ซึ่งเป็นคนงานไทยกว่า 300 คน รวมอยู่ด้วย
เมื่อหลายปีก่อนประเทศแถบตะวันออกกลางเคยเป็นตลาดแรงงานของไทยที่ใหญ่ที่สุด เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศแถบนี้ที่มีน้ำมันเป็นกลไกขับเคลื่อนนั้น ต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบัน ไต้หวัน กลายเป็นตลาดแรงงานของไทยที่ใหญ่ที่สุด
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราจะทิ้งหรือไม่ให้ความสำคัญตลาดแรงงานไทยในประเทศแถบตะวันออกกลาง
แต่ในวันนี้สภาพแรงงานไทยที่อยู่ในประเทศเหล่านั้น ไม่ต่างจากการ "ติดเกาะ" ที่หากออกไปนอกบริเวณที่พัก ก็เสี่ยงจะถูกปล้น ด้วยเพราะสภาพบ้านเมืองไร้ขื่อแป ขณะที่การช่วยเหลือ ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเข้าไปได้อย่างไรเช่นกัน



