
ลิเบียปิดน่านฟ้ากระทบอพยพแรงงานไทย
กต.ประสานทูต5ปท.อพยพแรงงานไทยในลิเบีย ก.แรงงานถกบริษัทจัดหางาน เตรียมย้ายคนงานไทย ฟิลิปปินส์ระงับส่งแรงงานไปยังบาห์เรนลิเบียและเยเมน ชุมนุมต้านผู้นำลิเบียในหลายประเทศทั่งโลก ยูเอ็นนัดหารือวันนี้ ทีวีทางการลิเบียแถลงปฏิเสธสังหารหมู่ผู้ประท้วง
(22ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดทางประเทศลิเบียได้ประกาศปิดน่านฟ้าแล้ว โดยไม่ให้เครื่องบินเข้าออกประเทศ ดังนั้นทางบริษัทจัดหางานจึงได้สั่งให้แรงงานไทยแต่ภายในแคมป์หากออกมาอาจจะถูกปล้นได้ แต่หากจะมีการเครื่อนย้ายก็คงต้องใช้ทางบกหรือน้ำแทน
กต.ประสานทูต5ปท.อพยพแรงงานไทยในลิเบีย
รายงานจากกระทรวงการต่างประเทศแจงว่า ขณะนี้คนไทยในลิเบียยังไม่มีใครร้องขอกลับประเทศไทย มีแต่ร้องไปที่กรมการจัดหางานให้ญาติกลับมา ซึ่งในวันนี้กระทรวงต่างประเทศได้เรียกประชุมทูต 5 ประเทศ ว่ามีประเทศไหนที่อยากอพยพคนกลับมา ไทยก็จะประสานให้นำคนไทยกลับมาด้วย ทั้งนี้ สามารถสอบถามความปลอดภัยของคนไทยในลิเบียได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2575-1046-9
อย่างไรก็ตามกระทรวงการต่างประกาศได้ออกประกาศคำเตือนการเดินทางไปสาธารณสังคมนิยมประชาชนอาหรับลิเบีย ความว่า โดยที่สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศลิเบียได้เพิ่มระดับความรุนแรงและเกิดเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ นั้นกระทรวงการต่างประเทศขอแจ้งเตือนผู้ประสงค์จะเดินทางไปยังประเทศลิเบียให้หลีกเลี่ยงหรือเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายสู่ภาวะปกติ
ถกบ.จัดหางานเล็งย้ายคนงานในลิเบีย
จากสถานการณ์การชุมนุมในประเทศลิเบีย ที่ยังคงดุเดือดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเมืองเบงกาซี่และเมืองตริโปลี ที่มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานรวมกว่า 1 หมื่นคน นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า มาตรการอพยพแรงงานไทยในลิเบียที่ประหยัดและสามารถขนย้ายแรงงานได้มากที่สุด คือ เส้นทางเรือไปประเทศมอนตา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เพราะสามารถบรรทุกคนได้ครั้งละ 1,200 คน
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงแรงงาน นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ อธิบดีกรมการจัดหา ได้เชิญบริษัทจัดส่งแรงงานไปต่างประเทศ มาร่วมประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สบเรียบร้อยในประเทศลิเบียและประเทศตะวันออกกลาง 30 บริษัท ซึ่งภายหลังการประชุมนายจีรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้แรงงานไทยในลิเบียมีอยู่ประมาณ 23,600 คน ซึ่งจากการประชุมติดตามสถานการณ์ พบว่า คนงานส่วนใหญ่ยังปลอดภัย ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ได้รับรายงานว่ามีแรงงานเวียดนามเสียชีวิต 1 ราย
อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า บางพื้นที่ในลิเบียยังสามารถปฏิบัติงานได้ เนื่องจากนายจ้างไม่ได้สั่งหยุดงาน แต่ในเมืองเบงกาซี และเมืองตริโปลี ที่อยู่ในเขตการชุมนุมประท้วงนั้น นายจ้างได้สั่งหยุดงานทั้งหมดและสั่งให้คนงานหลบอยู่ในแคมป์ที่พัก เนื่องจากหากเดินทางหรืออกมานอกที่พักอาจโดนปล้นสะดมระหว่างทางได้ สำหรับการอพยพนั้นกรมการจัดหางานได้เตรียมแผนเคลื่อนย้ายคนงาน หากเกิดความรุนแรงขึ้น โดยวิธีที่ประหยัดและสามารถขนย้ายแรงงานได้มากที่สุด คือ เส้นทางเรือไปประเทศมอนตา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เพราะสามารถบรรทุกคนได้ครั้งละ 1,200 คน ขณะนี้มีบริษัทจัดส่งแรงงานบางแห่ง จัดเตรียมเครื่องบินเช่าเหมาลำไปรับแรงงานไทยที่ลิเบียตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์แล้ว แต่เนื่องจากติดกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้ไม่สามารถเอาเครื่องลงจอดรับแรงงานไทยที่มาอยู่รอที่สนามบินจำนวน 50 คนได้ ล่าสุด ผู้ดูแลแคมป์ที่พัก ได้นำรถมารับแรงงานไทยกลุ่มนี้กลับแคมป์แล้ว และยังไม่มีรายงานว่ามีแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
นายจีรศักดิ์กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือในส่วนของกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ กรณีที่ประสบอันตรายทุพพลภาพ จะได้รับรายละ 30,000 บาท ส่วนผู้ที่จะเดินทางกลับก่อนหมดสัญญา จะได้รับค่าชดเชยหัวละ 15,000 บาท กรณีเสียชีวิตจะได้รับค่าจัดการศพ หัวละ 40,000 บาท ในการขนย้ายและค่าเดินทางต่างๆ บริษัทที่จัดส่งได้ทำสัญญากับนายจ้างต่างประเทศไว้ โดยที่นายจ้างทางต่างประเทศจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากแรงงานเดินทางกลับมาก่อนเวลาจะได้รับค่าชดเชยหรือไม่ เพราะแรงงานที่เดินทางไปส่วนใหญ่ต้องกู้หนี้ยืมสิน นายจีรศักดิ์กล่าวว่า ต้องดูเป็นกรณีๆไปแล้วแต่สัญญาจ้าง แต่คิดว่าบริษัทจัดหางานน่าจะรับผิดชอบเพราะปัญหาไม่ได้เกิดจากคนงาน แต่เป็นผลของสถานการณ์ความไม่สงบ
ฟิลิปปินส์ระงับส่งแรงงานไปยังบาห์เรนลิเบียและเยเมน
นายเอ็ดวิน ลาเซียร์ด้า โฆษกของประธานาธิบดี เบนิโญ่ อากิโน่ ของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ฟิลิปปินส์ได้ระงับการส่งแรงงานในบาห์เรน , ลิเบียและเยเมน เนื่องจากวิตกด้านความปลอดภัยในประเทศที่กำลังมีการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเหล่านี้
การระงับการส่งแรงงานไปยังประเทศที่กำลังเกิดความระส่ำระสายทางการเมืองเหล่านี้ได้มีขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากรัฐบาลออกประกาศเตือนเรื่องการเดินทางไปยังประเทศทั้งสาม โดยไม่จำเป็น โดยระบุว่า รัฐบาลต้องการความมั่นใจว่า ถ้าจะส่งแรงงานไปต่างประเทศ สถานที่ที่พวกเขาจะไปต้องมีหลักประกันเรื่องความปลอดภัย
นางโรซาลินด้า บัลดอซ รัฐมนตรีแรงงานได้หารือกับบรรดาบริษัทจัดหางานแล้ว เพื่ออธิบายเหตุผลที่ต้องระงับการส่งออกแรงงานไปยังสามประเทศ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบตัวเลขแรงงานที่อาจได้รับผลกระทบ แต่พบว่า ปัจจุบันมีชาวฟิลิปปินส์เกือบ 6 หมื่นคน ทำงานอยู่ในบาห์เรนลิเบียและเยเมน ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมพร้อมจะนำพวกเขากลับบ้าน ถ้าเหตุการณ์รุนแรงขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ได้เริ่มต้นการอพยพในขณะนี้
สภาพความยากจนและการขาดแคลนตำแหน่งงานในประเทศ ทำให้ชาวฟิลิปปินส์ราว 9 ล้านคน หรือราว 1 ใน 10 ของประชากรทั้งประเทศ ต้องขนขวายไปทำงานในต่างประเทศ เช่นทำงานบ้าน , ทำงานก่อสร้าง , เจ้าหน้าที่ดูแลด้านสุขภาพและวิศวกร จากข้อมูลของธนาคารกลาง พบว่า คนเหล่านี้ ส่งเงินกลับบ้านได้เกือบ 19,000 ล้านดอลล่าร์ หรือราว 570,000 ล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว หรือราว 10 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ของประเทศ
ชุมนุมต้านผู้นำลิเบียในหลายประเทศทั่งโลก
ทั่วโลกต่างพากันประนามนายโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ที่ใช้กำลังปราบผู้ประท้วงอย่างหนัก และมีผู้สนับสนุนชาวลิเบียจัดชุมนุมประท้วงต่อต้านผู้นำลิเบียในหลายประเทศ เช่นที่หน้าสถานทูตลิเบียกลางกรุงไคโรของอียิปต์ หน้าสถานทูตลิเบียในกรุงโรมของอิตาลี และในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำลิเบียออกจากตำแหน่ง ปิดฉากการการปกครองที่ยาวนานเกือบ 42 ปี
เควิน รัดด์ รัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรเลีย แถลงประนามกองทัพลิเบียที่ใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วง และยังกล่าวถึงถ้อยแถลงของ ซาอิฟ อัล อิสลาม กัดดาฟี ลูกชายผู้นำลิเบีย ว่าแม้จะมีการสัญญาเรื่องการปฏิรูปประชาธิปไตย แต่หากดูกองกำลังที่กำลังเตรียมความพร้อมอยู่ขณะนี้ ก็ถือว่าน่ากลัวมาก
ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะนัดประชุมหารือเรื่องสถานการณ์ลิเบียในเวลา 3 ทุ่มวันนี้ตามเวลาไทย และนายบัน คี มุน เลขาธิการยูเอ็น บอกว่า เขาได้โทรศัพท์หารือนายกัดดาฟีนานถึง 40 นาที เพื่อขอให้เคารพสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการชุมนุมแสดงความคิดเห็น และหยุดใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วง นอกจากนี้เขาได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เขารู้สึกโกรธเคืองอย่างมากต่อข่าวที่ว่ากองกำลังของทางการลิเบียยิงผู้ประท้วงจากเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์
ขณะเดียวกัน อิบราฮิม ดับบาชี อัครราชทูตทูตลิเบียประจำยูเอ็น ประกาศที่นครนิวยอร์กว่าเขาได้ลาออกจากตำแหน่ง และขอให้ประชาคมโลกร่วมกดดันโดยตรงให้พันเอกกัดดาฟี และรัฐบาลหยุดเข่นฆ่าประชาชน รวมทั้งขอให้ยูเอ็นและคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของยูเอ็น ดำเนินการรับประกันด้านความปลอดภัยในการส่งความช่วยเหลือด้านการแพทย์เข้าไปยังพื้นที่สำคัญในลิเบีย
ทีวีทางการลิเบียแถลงปฏิเสธสังหารหมู่ผู้ประท้วง
สถานีโทรทัศน์ของทางการลิเบีย รายงานปฏิเสธข่าวลือที่ว่ามีการสังหารหมู่ผู้ประท้วงในหลายเมืองของลิเบีย และยืนยันว่ารัฐบาลต้องต่อสู้กับข่าวลือและคำโกหกทั้งหลายที่เป็นส่วนหนึ่งของสงครามจิตวิทยา ข่าวลือเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายขวัญกำลังใจ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งของลิเบีย
แต่ก่อนหน้านี้มีผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนในกรุงทริโปลี บอกว่า มีการยิงสังหารประชาชนในหลายย่านของเมือง เฮลิคอปเตอร์ได้นำนักรบรับจ้างชาวแอฟริกันไปลงไปยังเขตฟาชลุม และนักรบเหล่านี้ได้เปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วงตามท้องถนนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน นอกจากนี้บางคนเล่าว่าเห็นครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดในบางพื้นที่ของทริโปลี
ขณะที่หลายชาติของยุโรปได้ส่งทั้งเครื่องบินและเรือหลายลำไปยังลิเบียเมื่อวานเพื่ออพยพพลเมืองของตนกลับประเทศ เช่น โปรตุเกสได้ส่งเครื่องบินซี-130 ไปรับชาวโปรตุเกสและชาวต่างชาติรวม 114 คนออกจากทริโปลีแล้ว และสหภาพยุโรปกำลังเตรียมพร้อมสำหรับแผนการอพยพชาวยุโรป นอกจากนี้บริษัทน้ำมันและก๊าซต่างชาติหลายแห่งได้อพยพเจ้าหน้าที่ออกไปและระงับการผลิตด้วย
นอกจากนี้อียิปต์ได้เสริมกำลังคุมเข้มบริเวณชายแดนที่ติดกับลิเบีย และส่งเครื่องบินทหารสองลำไปอพยพชาวอียิปต์ออกจากลิเบียด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า แรงงานก่อสร้างกว่า 1,000 คนของจีนในเมืองอัจบาดิเยห์ในลิเบีย ต้องอพยพหนีออกจากไซต์ก่อสร้าง หลังเกิดเหตุโจรบุกปล้นสะดมเมื่อคืนวันอาทิตย์ แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ พวกเขาต่างมุ่งไปยังสนามบินในกรุงทริโปลีเพื่อหวังขึ้นเครื่องบินกลับประเทศ ขณะที่รัฐบาลจีนได้เตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการไปลิเบีย รวมทั้งขอให้บริษัทต่างๆของจีนเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากขณะนี้ผู้ประท้วงสามารถยึดเมืองได้หลายเมืองแล้ว
ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนเกือบ 70 กลุ่มเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติดำเนินการยับยั้งการสังหารหมู่ประชาชนในลิเบีย และขอให้สมัชชาใหญ่ยูเอ็นระงับสมาชิกภาพของลิเบียในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของยูเอ็น



