
3รพ.เตรียมบริการฉุกเฉินรับมือเสื้อแดง
แพทย์ฉุกเฉินประสาน 3รพ.เตรียมบริการฉุกเฉินผู้ป่วย สธ.วอนแกนนำ นปช.เปิดทางผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาล ครส.แถลงหยุดสถานการณ์นองเลือด "สุริยะใส " ชี้ เสื้อแดง กำหนดยุทธศาสตร์ผิดพลาด ขยายเป้าหมายการต่อสู้กว้างมากไปจากรัฐบาลไปโค่นองคมนตรี ทำให้ควบคุมเป้าหมายไม่อยู่ ต
นายแพทย์ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกล่าวว่า ตนได้ประสานงานกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลพระมงกุฎให้เตรียมความพร้อมการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลทั้งสามแห่ง
อีกทั้งทางกระทรวงสาธารณสุขได้ขอความร่วมมือกรุงเทพมหานครและโรงพยาบาลจุพาลงกรณ์ในการจัดเตรียมรถพยาบาลฉุกเฉินกว่า 20 คันไว้รอบ ๆ บริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ยังเตรียมเฮลิคอปเตอร์ไว้ 2 ลำจากโรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลกรุงเทพรองรับกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินอย่าไงก็ตาม ตนยอมรับว่า สภาพการจราจรติดขัดทำให้การขนย้ายผู้ป่วยประสบความลำบาก โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยฉุกเฉิน
ทางด้านรองศาสตราจารย์นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีกล่าวว่า การปิดถนนกระทบต่อการส่งต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมทั้งการให้บริการผู้ป่วยที่จะเข้ารับการตรวจสุขภาพในช่วงเย็นของวันนี้ด้วย อย่างไรก็ตามยังไม่มีผู้ป่วยขอย้ายตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่น
ทั้งนี้ รอง ผอ.รพ.รามาธิบดี ได้ขอความร่วมมือผู้ชุมนุนเปิดทางให้หน่วยแพทย์และพยาบาล รวมทั้งผู้ป่วยที่จะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลขณะนี้ทางโรงพยาบาลได้จัดเตรียมรถรับส่งเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยที่จะออกจากโรงพยาบาลไปยังสถานีรถไฟฟ้าอนุเสาวรีชัยสมรภูมิและสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินบางซื่อ
สธ.วอนแกนนำ นปช.เปิดทางผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาล
นายวิทยา แก้วภาราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง กรณีม็อบเสื้อแดงปิดถนนรอบบริเวณอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิซึ่งเป็นจุดที่ตั้งโรงพยาบาลสำคัญหลายแห่งว่า ตนได้สั่งการไปยังนายแพทย์เรวัตร วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ให้ทำการประสานงานกับทางโรงพยาบาลและทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในการอำนวยความสะดวกเปิดทางให้ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย ตลอดจนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเข้าออกได้ โดยขอให้ทางตำรวจเจรจากับทางผู้ชุมนุนที่ปิดถนนในบริเวณดังกล่าว และเชื่อว่าน่าจะได้รับความร่วมมือเพราะแม้ว่าจะเป็นฝ่ายผู้ชุมนุนและมีความเห็นแตกต่าง แต่ทุกคนล้วนเป็นคนไทย จึงเชื่อว่าสถานการณ์คงไม่ถึงขั้นรุนแรง
นายวิทยากล่าวต่อว่า ทั้งนี้ยอมรับว่า การปิดถนนรอบอนุเสาวรีย์ส่งผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะในส่วนของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยที่ต้องใช้เส้นทางสัญจรดังกล่าว แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายงานกรณีการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการให้ทางสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน เตรียมความพร้อมในการส่งต่อผู้ป่วยไว้แล้ว โดยให้จัดเตรียมรถพยาบาลพร้อมไว้ หากเกิดกรณีเร่งด่วน สามารถส่งต่อผู้ป่วยได้ทันที
“ อยากฝากไปยังแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุน นปช. ว่า ควรคำนึงถึงสิทธิของผู้ป่วยและการรักษาแม้ว่าจะมีการปิดถนนอย่างไร ก็ควรเปิดทางให้กับผู้ป่วย เพราะแม้ในภาวะสงครามก็ยังเปิดให้รถฉุกเฉินวิ่งผ่านได้ ตลอดจนแพทย์และพยาบาลผ่านเข้าออกได้ อีกทั้งผู้ป่วยหรือญาติที่มีความจำเป็นต้องเข้าออก โรงพยาบาลในพื้นที่ดังกล่าว ก็ไม่รู้เป็นญาติใคร ซึ่งอาจจะเป็นญาติของกลุ่มผู้ที่มาชุมนุมก็ได้” นายวิทยากล่าว
"สุริยะใส"ชี้ "เสื้อแดง"กำหนดยุทธศาสตร์ผิดพลาด
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกล่าวถึงมาตรการกดดันองคมนตรีและรัฐบาลว่า การสร้างความปั่นป่วนในกทม.เป็นการหวังผลเฉพาะหน้ายั่วยุให้รัฐบาลใช้ความรุนแรง โดยไม่คำนึงถึงชะตากรรมของผู้ร่วมชุมนุม เป็นการตัดสินใจในภาวะเลือดเข้าตาของแกนนำ ทั้งนี้ที่ต้องตัดสินใจเช่นนี้ มาจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น เพราะได้ขยายเป้าหมายการต่อสู้ออกไปกว้างขวางมาก จากรัฐบาลไปโค่นองคมนตรี ทำให้สุดท้ายควบคุมเป้าหมายไม่อยู่ ต่างกับพันธมิตรฯ ที่พยายามล็อกเป้าหยุดอยู่ที่รัฐบาลนอมินี โดยไม่สนใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยซ้ำ
"ดังนั้น เมื่อเสื้อแดงคุมเป้าหมายไม่อยู่และประเมินว่า การโค่นล้มองคมนตรีเป็นไปได้ยาก ความกดดันทั้งหมดจึงกลับมาอยู่ที่กลุ่มเสื้อแดงภาวะจนตรอกเช่นนี้ผลักดันให้กลุ่มเสื้อแดงต้องเปิดศึกสงครามกับประชาชน จับประชาชนเป็นตัวประกันแทนที่จะทำสงครามกับรัฐซึ่งเท่ากับเป็นการฆ่าตัวเอง เพราะจะไม่สามารถขยายแนวร่วมได้ ขณะเดียวกันก็จะถูกสังคมกดดันทำให้ต้องพ่ายแพ้ไปเอง โดยที่รัฐอาจจะไม่ต้องทำอะไรด้วยซ้ำ ทั้งนี้ขอให้จับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ในเย็นวันนี้จนถึงเช้าวันพรุ่งนี้ เพราะพวกเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายให้ได้
ครส.แถลงหยุดสถานการณ์นองเลือด
แถลงการณ์คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)คำเตือนก่อนวิกฤติ : หยุดสถานการณ์นองเลือด ร่วมกันปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตย
สืบเนื่องจากการชุมนุมครั้งใหญ่ของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และประชาชนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในนามของ “มวลมหาประชาชนคนเสื้อแดง” ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเรียกร้องให้มีการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงใหม่ โดยให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนค์ พล.อ.สุรยุทธุ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี รวมถึงเรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้มีการสร้างประชาธิปไตยใหม่ตามแถลงการณ์ฉบับที่หนึ่งของ นปช.นั้น
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) และเครือข่าย ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองกรณีดังกล่าวมาโดยตลอด มีข้อห่วงใย ความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ดังต่อไปนี้
1. การชุมนุมโดยสงบ โดยปราศจากอาวุธและไม่ใช้ความรุนแรง และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเกินสมควร ถือเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของประชาชนที่สามารถกระทำได้ ในสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญและกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เราขอสนับสนุนสิทธิการชุมนุมโดยสันติของพลเมืองเพื่อไห้ข้อเรียกร้องของตนเองได้รับความสนใจจากสังคมและรัฐบาล และสนับสนุนรัฐบาลที่ไม่ใช้มาตรการรุนแรงหรือการปราบปรามในการแก้ไขปัญหาและหลีกเลี่ยงการยั่วยุเผชิญหน้า ซึ่งจะนำมาสู่สถานการณ์ความรุนแรง ที่ก่อความเสียหายต่อประชาชนและสังคมอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีสติ ไม่ก่อความรุนแรงเพื่อเอื้อผลประโยชน์ตามอุดมการณ์ทางการเมืองของตนเองและเปิดโอกาสให้มีการเจรจาแก้ไขปัญหาอย่างสันติ
2. ขอเรียกร้องให้ฝ่ายผู้ชุมนุมยึดแนวทางสันติอหิงสาโดยเคร่งครัด โดยแกนนำจะต้องรับผิดชอบผู้ชุมนุมของตนเอง ไม่ให้ก่อความรุนแรงหรือเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้อื่น เราขอตำหนิการที่ส่วนหนึ่งของกลุ่ม นปช. ใช้กำลังข่มขู่ คุกคามหรือกลุ้มรุมจะทำร้ายนายกรัฐมนตรีดังที่เกิดขึ้นที่พัทยา หรือกับบุคคลอื่นใด และขอประนามแผนการลอบสังหารบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะองคมนตรี ของกลุ่มผู้ฉกฉวยประโยชน์จากความขัดแย้งนี้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะของกลุ่มตน รวมทั้งการก่อวินาศกรรม ระเบิด การก่อจราจล การปิดกั้นเพื่อให้เกิดการปั่นป่วนระบบจราจร หรือวิธีการนอกกรอบกฎหมายและสิทธิทางการเมือง กลุ่มผู้ที่แอบอิงการชุมนุมจะต้องไม่ใช้ผู้ชุมนุมเป็นเครื่องมือและประชาชนเป็นเหยื่อและเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม
3. ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ร่วมหาหนทางเพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและบานปลายเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยกำหนดให้เป็นแนวทางแห่งรัฐ ที่ทุกรัฐบาล, พรรคการเมืองต้องยึดถือปฏิบัติ เพื่อดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เช่น การลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท การลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนยากจน การเก็บภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า การปฏิรูปที่ดินโดยการจำกัดการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน การปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุดและกระบวนการยุติธรรม และการปฏิรูปกองทัพ เพื่อให้รัฐบาลพลเรือนมีอำนาจเหนือกองทัพอย่างแท้จริง และป้องกันบุคคล กลุ่มบุคคล กลุ่มการเมืองแอบอ้างสถาบันสูงสุดของชาติเพื่อประโยชน์ของตน เป็นต้น เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในยะยาว
เพื่อการดังกล่าว อาจกระทำได้โดยร่วมกันจัดตั้ง “คณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ” เพื่อการปฏิรูปประเทศและสังคมที่ประกอบด้วยตัวแทนที่สามารถเป็นปากเสียงแทนกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ แต่การรอมชอมดังกล่าวไม่อาจเกิดขึ้นได้หากผู้นำของคู่ขัดแย้งเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นตัวแทนในการเจรจาโดยตรง ดังนั้น เราขอเรียกร้องให้บุคคลดังกล่าวต้องออกไปนอกวงของการเจรจา อย่างไรก็ตามการเจรจารอมชอมจะต้องไม่เป็นไปเพื่อลบล้างความผิดหรือยกประโยชน์เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีคดีความผิดทางอาญาติดตัวอยู่
ขอให้ทุกฝ่ายโปรดตระหนักว่าการรอมชอมดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว อาจเกิดขึ้นได้ยากหากความขัดแย้งขยายตัวบานปลายถึงขั้นแตกหักหรือเกิดเหตุการณ์นองเลือด เพราะเหตุการณ์เช่นนั้นจะก่อให้เกิดการเสียดุลยภาพ ดังนั้น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) และเครือข่าย จึงขอเรียกร้องให้แกนนำที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หยุดใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ หรือสร้างภาวะอนาธิปไตยให้เกิดสงครามกลางเมือง เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจากันอย่างสันติ บนวิถีแห่งสันติภาพ
9 เมษายน 2552
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)
คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD.)
เสื้อแดง ปชป.มุ่งหน้าสมทบอนุสาวรีย์ชัยฯ
เมื่อเวลา 16.45 น. นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ประกาศตั้งขบวนรวมพลหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินเท้าไปยังอนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อสมทบกับกลุ่มเสื้อแดงที่อนุสาวรีย์ชัยฯ โดยผ่านมาทางถนนพระราม 6 ซึ่งมีการปิดจราจร 3 ช่อง
เสื้อแดงศาลรธน.ถอนตัวสมทบอนุสาวรีย์ชัยฯ
นสถานการณ์การชุมนุมล่าสุด ของกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนร่วมพันคน ที่ปักหลักปิดล้อมและปราศรัยโจมตี อยู่บริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญว่า ล่าสุด นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำฯ ได้ประกาศถอนตัวจากศาลรัฐธรรมนูญ และประกาศบนรถปราศรัยว่า จะนำทีมกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งหมด ไปร่วมสมทบกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปิดล้ออยู่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยขณะนี้ รถปราศรัยที่มีนายจรัล นำทีม ได้เคลื่อนพลนำทีมกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อมุ่งหน้าไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้ว



