
ผ่า"สัญญาสุภาพบุรุษ"หยุดยิง!?การทหารนิ่ง...แต่การทูตยังวิ่งวุ่น
การเปิดโต๊ะเจรจา "หยุดยิง" โดยมีข้อตกลง 8 ข้อ ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพกัมพูชาที่ร้านอาหารซำเมาในพื้นที่ จ.อัลลองเวง ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา อาจเป็นสัญญาณที่ดีขึ้นระหว่างความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ
แต่ถ้าลงลึกไปในรายละเอียดของข้อตกลงที่ไม่ได้มีการลงนามเป็น "ลายลักษณ์อักษร" ขณะที่การทูตระหว่างประเทศก็ยังหาช่องซัดอีกฝ่ายนัวเนีย การพูดคุยกันอย่างชื่นมื่นของขุนศึกทั้งสองฝ่ายจึงนับเป็นข่าวดีเล็กๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ต้อง "ระวังหลัง" ด้วยกันทั้งคู่
สำหรับเบื้องลึก-เบื้องหลังในการเจรจา "หย่าศึก" ครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นเมื่อกลางสัปดาห์ก่อน โดยการ "ต่อสาย" กริ๊งกร๊างถึงกันของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมของไทย กับ พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมของกัมพูชา
ฝ่ายไทยส่ง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 พล.อ.นิพัทธ ทองเล็ก อดีตเจ้ากรมชายแดนทหาร พล.ต.ชวลิต ชุณประสาน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พร้อมด้วยนายทหารระดับผู้บังคับการกรมในพื้นที่รวม 12 คน
ส่วนทางกัมพูชา พล.ท.ฮุน มาเนต รองผบ.ทบ.และผบ.หน่วยทหารองครักษ์ บุตรชาย สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พล.ท.เจีย มอน ผบ.ภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการหย่าศึกครั้งนี้เป็นความตกลงในเบื้องต้น โดยเฉพาะฝ่ายไทยแล้วว่าจะเป็นข้อตกลงแบบ "สัญญาสุภาพบุรุษ" โดยเอาเกียรติของชายชาติทหารเป็นประกัน ไม่ได้ลงนามผูกมัดอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด
เพราะลึกๆ แล้วไทยก็รู้ดีว่า สิ่งที่กัมพูชาปรารถนา คือ "ข้อตกลงหยุดยิง" ที่จะเปิดโอกาสให้มีการส่งเจ้าหน้าที่ หรือกองกำลังเข้ามากำกับ หรือสังเกตการณ์หยุดยิง ซึ่งอาจนำไปสู่การตีทะเบียนมรดกโลก หรือขีดเส้นเขตแดนที่ฝ่ายกัมพูชาคิดว่าตัวเองมีเปรียบเต็มประตู
มีรายงานว่า ในการยื่นข้อเสนอแต่ละฝ่าย มีการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายยื่นข้อเสนอที่ตนเองต้องการในแบบพบกันคนละ "ครึ่งทาง" โดยฝ่ายกัมพูชายื่นข้อเสนอ 4 ข้อแรก ซึ่งแน่นอนว่ามีการพ่วงข้อเสนอในการหยุดยิงด้วย คือ
1.ให้ทั้งสองฝ่ายมีการหยุดยิง 2.ห้ามมีการเพิ่มเติม และเคลื่อนย้ายกำลังทหาร 3.ห้ามเคลื่อนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์หนัก เช่น ปืนใหญ่ รถถัง 4.ห้ามใช้อาวุธหนักในการโจมตีกัน
ส่วนข้อเสนอของฝ่ายไทยจะเน้นไปที่การสกัดไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาขยับฐานทหาร หรือส่งกำลังเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อน เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาต่อการวางกำลัง และการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนในอนาคต คือ
5.ห้ามให้มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในพื้นที่ปัญหา 4.6 ตารางกิโลเมตรโดยเด็ดขาด 6.ห้ามทำฐานทหาร ทำบังเกอร์ 7.ห้ามก่อสร้างถนนของทั้งสองฝ่าย และ 8.ให้มีการประสานความเข้าใจผ่านทางโทรศัพท์มือถือตลอด 24 ชั่วโมงระหว่างผู้นำทางทหารในทุกระดับชั้น
น่าสังเกตว่า ข้อตกลงหยุดยิงทั้ง 8 ข้อดังกล่าวสอดคล้องกับข้อตกลงหยุดยิงของ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 และคณะ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ดิบดี
แต่คล้อยหลังสัญญาใจเพียงแค่ 2 ชั่วโมง เสียงปืนก็ดังระรัวขึ้นเป็นชุดที่แนวหน้า และเป็น "ใบเสร็จ" ที่กัมพูชารีบยื่นต่อให้ยูเอ็นเอสซีในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หลังสัญญาสุภาพบุรุษรอบ 2 ยังไม่มีการเปิดแนวรบขึ้นมาใหม่ แต่ก็ต้องจับตาผลการประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ด้วยว่าจะทำให้ปืนลั่นตรงแนวชายแดนขึ้นมาอีกหรือไม่
เพราะการประชุมในเวทีอาเซียนดังกล่าวมีไฮไลท์อยู่ที่ "ข้อตกลงหยุดยิง" ซึ่งถือเป็นยอดปรารถนาของกัมพูชา ขณะที่ไทยกลับไม่รีบที่จะโดดงับเหยื่อ เพราะยังไม่แน่ชัดว่าเป็น "หลุมพราง" ที่กัมพูชาขุดไว้หรือไม่
สำหรับผลการประชุมในเวทีอาเซียนครั้งนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่าจะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นจริงได้ขนาดไหน เพราะถ้าผลการเจรจาสามารถเกลี่ยความพอใจของทั้งสองฝ่ายได้ ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจนน่าเกลียดเกินไป
การประชุมในระดับ "ทวิภาคี" ทั้งการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ในระดับ รมว.กลาโหมไทย-กัมพูชา ก็คงเกิดขึ้นตามเจตจำนงของฝ่ายไทย
อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายขุนศึกจะพยายามเจรจาหย่าศึกกันแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าตราบใดที่ฝ่าย "การเมือง" ยังไม่ลดละความพยายามที่จะใช้การทูตระหว่างประเทศมาช่วงชิงความได้เปรียบให้ฝ่ายตน ก็คงยากที่การเจรจาในระดับทวิภาคีจะเกิดขึ้นได้
สังเกตได้จากการรุกคืบของกัมพูชาก่อนหน้านี้ที่ส่งเทียบเชิญเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำกัมพูชา เพื่อรับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เว้นก็แต่เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ที่เป็น "แขกที่ไม่ได้รับเชิญ" เพียงประเทศเดียว
ส่วนฝ่ายไทยก็ไม่ยอมถูกชกข้างเดียวเช่นกัน เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก มอบหมายให้ พล.ท.ศิริชัย ดิษฐกุล รองเสนาธิการทหารบก และ พล.ต.สินธุ์ชัย สมานทรัพย์ เจ้ากรมข่าวทหารบก ใช้การทูตในสไตล์ทหารย้อนเกล็ดกัมพูชา
โดยมีการเชิญ "ผู้ช่วยทูตทหาร" ประจำประเทศไทย 14 ประเทศ ลงพื้นที่บ้านภูมิซรอล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ได้ผลกระทบจากกระสุนปืนใหญ่จากฝ่ายกัมพูชายิงมาตกใส่ รวมทั้งชี้แจงข้อกล่าวหาว่าไทยใช้คลัสเตอร์ บอมบ์ หรือ "ระเบิดพวง" โจมตีอีกฝ่ายด้วย
น่าสนใจว่า ทูตทหารที่ลงพื้นที่ครั้งนี้แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ
1.กลุ่มประเทศอาเซียน 8 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และบรูไน
2.กลุ่มคู่เจรจากับประเทศอาเซียน 3 ประเทศ (อาเซียน+3) คือ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
3.กลุ่มประเทศมหาอำนาจในยูเอ็นเอสซี คือ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา
การเปิดเกมโต้กลับในครั้งนี้ จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้การทหารจะพยายามหย่าศึกสักเพียงใด แต่ในเมื่อสงครามครั้งนี้ต้องใช้ "การทูต" เป็นตัวนำ นักการทูตจึงทำหน้าที่เสมือนขุนศึกควงดาบท้ารบในเวทีโลกได้ ฝ่ายขุนศึกก็สามารถสลับฉากมารับบทนักการทูตได้เช่นกัน
ทีมข่าวความมั่นคง



