ข่าว

ผบ.ตร.คาดสัปดาห์นี้มีความเห็นคดีพธม.

ผบ.ตร.คาดสัปดาห์นี้มีความเห็นคดีพธม.

21 ก.พ. 2554

ผบ.ตร.คาดภายในสัปดาห์นี้มีความเห็นคดีพธม.ปิดล้อมสนามบิน ด้าน"สมยศ"สมัครใจทำงานต่อหลังผบ.ตร.ให้กำลังใจ

 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 21 ก.พ. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาสำนวนในคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมืองและสถานที่ราชการ ซึ่งเป็นการพิจารณาความเห็นในระดับตร.ครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีความเห็นว่า จะสั่งฟ้องคดีต่ออัยการ เพื่อให้ส่งให้ศาลพิจาณาหรือไม่ โดยมีพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร.(กม1) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าวเข้าร่วมประชุม ซึ่งก่อนการประชุมทางเจ้าหน้าที่ได้มีการขนกล่องและแฟ้มเอกสารสำนวนคดีจำนวนมากเข้าไปในห้องประชุมด้วย

 พล.ต.ท.สมยศ กล่าวก่อนการประชุมว่า ในวันนี้จะเป็นการประชุมเพื่อให้พนักงานสอบสวนในคดีนี้มาชี้แจงรายละเอียดและเหตุผลในการพิจาณาคดี ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอย่างไรตนยังขอยืนยันที่จะสั่งฟ้องคดีต่ออัยการเหมือนเดิมทุกข้อกล่าวหา โดยจะไม่มีการเปลี่ยนมติของพนักงานสอบสวน เพราะการทำคดีนี้ได้ดำเนินการในรูปของคณะกรรมการ ไม่ได้ใช้ความคิดเห็นของตนเองเป็นหลัก ส่วนกรณีที่ยื่นหนังสือขอให้พล.ต.อ.วิเชียร พิจารณาเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าวนั้น ถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบว่าจะอนุญาตให้มีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ส่วนเหตุผลที่ขอเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวน เนื่องจากเป็นความตั้งใจตั้งแต่ที่ตนเข้ามารับหน้าที่นี้ว่า หากทำสำนวนเสร็จก็จะขอให้มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวน และถ้าไม่มีคำสั่งให้มีการเปลี่ยนตัว ตนก็ไม่รู้สึกน้อยใจ เพราะถือเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

 “ส่วนตัวผมก็ไม่ได้ต้องการที่จะมาทำคดีนี้ตั้งแต่ต้น แต่ในขณะนั้นไม่มีใครอยากมาทำคดีนี้ และพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. ก็มายัดเยียดให้ช่วยทำ เมื่อมีคำสั่งเช่นนั้นออกมา ผมจะไปปฏิเสธก็คงทำไม่ได้ เพราะอาจมีความผิดทางวินัย แต่เมื่อมีคำสั่งให้ทำแล้ว เราก็ต้องทำอย่างเต็มที่และเมื่อทำคดีเสร็จสิ้น เหลือเพียงให้พล.ต.อ.วิเชียรพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ ผมจึงแสดงความจำนงขอให้เปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนอย่างที่ตั้งใจไว้ ซึ่งถ้า พล.ต.อ.วิเชียร มีคำสั่งให้ทำหน้าที่ดังกล่าวต่อ ผมก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม”พล.ต.ท.สมยศกล่าว

 เมื่อถามอีกว่า มีความกดดันอะไรถึงขอเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวน ทั้งที่สอบสวนคดีเสร็จสิ้นแล้ว พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า หากจะตอบว่า ไม่มีความกดดันเลย ก็คงไม่จริง แต่ไม่ใช่ความกดดันที่เกิดจากผู้บังคับบัญชา นักการเมืองหรือรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาขอให้ตนทำคดีไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่ยอมรับว่า ได้รับแรงกดดันจากสังคม โดยขอยกตัวอย่างว่า ตนเป็นตำรวจที่ไม่เคยฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มพันธมิตรฯหรือกลุ่มนปช. แต่เมื่อมาทำคดีนี้ก็มีคนนำสีมาป้ายว่า ตนเป็นพวกเสื้อแดงหรือเสื้อน้ำเงิน ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น รวมทั้งผลที่ตามมาหลังจากทำคดีนี้ ยังทำให้ตนมีศัตรูเพิ่มเป็นหมื่นและแสนคน ซึ่งอาจมีทั้งคนที่เคยรู้จักหรือไม่เคยรู้จักกัน ซึ่งไม่มีเหตุอันควรเลย แต่ถึงอย่างไรการทำคดีก็เป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา ดังนั้นทำให้ต้องทำและหวังว่า คนที่เฝ้าดูอยู่ก็คงเข้าใจว่า ตนได้ทำตามหน้าที่

 “ขอยอมรับว่า การทำคดีของกลุ่มพันธมิตรฯที่ยึดสนามบินและสถานที่ราชการนั้น ถือเป็นคดีที่เกี่ยวกับความเชื่อและความศรัทธาของบุคคล ที่ไม่สนว่าใครทำถูกหรือทำผิด และถ้าถามว่ากลัวเปลืองตัวในการทำคดีนี้หรือไม่ ขอยอมรับว่ากลัวเปลืองตัว แต่ถ้าผมกลัวเปลืองตัวชนิดไม่มีเหตุผล คงไม่ทำคดีนี้มาเป็นเวลากว่า 1 ปีเศษ แต่ที่ผมออกมาระบุเช่นนี้ เพราะได้ทำคดีเสร็จแล้ว และเมื่อได้ทำคดีเสร็จแล้วก็ไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องอีก นอกจากนี้ขอท้าและประกาศตรงนี้เลยว่า ตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีใครอยากทำคดีนี้บ้าง เพราะตอนนี้ทุกคนก็กลัวเปลืองตัวกันหมด ตำรวจบางคนเก่งกว่าผมยังไม่กล้าทำเลย ดังนั้นเมื่อคนอื่นกลัวเปลืองตัวได้และเหตุใดผมจะกลัวเปลืองตัวบ้างไม่ได้ ซึ่งทุกคนต้องให้ความเป็นธรรมกับผมด้วย”พล.ต.ท.สมยศกล่าว

 เมื่อถามว่า เมื่อตำรวจกลัวเปลืองตัวและต่อไปใครจะมากล้าทำคดีในลักษณะเช่นนี้ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า ตนเปลืองตัวมาเป็นเวลาประมาณ 1 ปีเศษแล้ว ดังนั้นขอเวลาให้ได้พักผ่อนบ้าง

 เมื่อถามว่า หากพล.ต.อ.วิเชียรมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมอีกจะดำเนินการอย่างไร พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า ในเรื่องนี้ถือเป็นดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา แต่ส่วนตัวคิดว่า หากให้สอบสวนเพิ่มเติม เราก็ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าจะให้มาสอบสวนเพิ่ม ก็ไม่รู้จะมาสอบอะไรเพิ่มเติมอีก ประกอบกับคดีนี้มีพนักงานสอบสวนร่วมทำสำนวนประมาณ 80-90 นาย ซึ่งทุกคนเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนจบปริญญาโท ด้านกฎหมาย หรือจบเนติบัณฑิต ดังนั้นการสอบสวนที่ผ่านมาจึงค่อนข้างที่จะสมบูรณ์และรัดกุม ประกอบกับก่อนหน้านี้ทางกองคดีได้มีความเห็นให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม โดยเราก็ได้ไปดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในส่วนของอาจารย์ นักวิชาการ วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายว่า พฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯเข้าข่ายก่อการร้ายหรือไม่ หลังจากที่ได้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเสร็จสิ้น จึงถือว่า สำนวนคดีดังกล่าวในตอนนี้มีความสมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้ยังขอยืนยันว่า ขณะทำสำนวนในคดีดังกล่าวตนไม่เคยไปสั่งหรือแทรกแซงการทำงานของพนักงานสอบสวน แต่ได้กำชับว่า การทำสำนวนต้องไม่เอียงซ้ายหรือขวา เพราะถ้าทำเช่นนั้นอาจจะต้องติดคุกภายหลังเสียเอง

 เมื่อถามว่า มีความมั่นใจว่าสำนวนในคดีนี้จะไม่อ่อนและหลุดในชั้นศาลใช่หรือไม่ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า เราคงทำเช่นนั้นไม่ได้ และมีความมั่นใจว่า ได้ทำสำนวนสมบูรณ์ครบถ้วนตามหลักฐานที่ได้รับมา ซึ่งถ้าพยานหลักฐานไม่ครบถ้วนและเราได้สั่งฟ้องไป ก็อาจจะถูกฟ้องกลับมาได้ในภายหลัง ประกอบกับถ้าตั้งใจทำสำนวนให้อ่อน เพื่อที่คดีจะได้หลุดในชั้นศาล หากจะทำเช่นนั้นจริง ก็ไม่รู้จะเข้ามาสอบสวนและมาทำสำนวนให้เสียเวลาทำไม

 ต่อมาเวลา 17.50 น. พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวภายหลังการประชุมว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ภาพรวมของสำนวนคดีมีความเรียบร้อยดี โดยตนจะขอเวลาไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์นี้น่าจะสามารถมีความเห็นทางคดีได้ โดยตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง ส่วนกรณีที่พล.ต.ท.สมยศ ขอให้เปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีนั้น หลังจากได้พูดคุยแล้ว พล.ต.ท.สมยศก็สมัครใจที่จะทำคดีนี้ต่อให้แล้วเสร็จ เนื่องจากมีรายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างที่ต้องดำเนินการต่ออีก

 ด้านพล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า ในวันนี้ทาง พล.ต.อ.วิเชียร ได้ให้พนักงานสอบสวนชี้แจงเหตุผล เพื่อประกอบการตั้งข้อกล่าวหา ซึ่งพล.ต.อ.วิเชียรยังได้ให้ทางกองคดีตั้งคำถามในข้อกฎหมาย เพื่อให้พนักงานสอบสวนชี้แจงในประเด็นต่างๆ และยังมีการให้ชี้แจงถึงการสอบปากคำพยานบุคคล เพื่อให้มีความละเอียดรอบคอบ ก่อนที่จะให้ใช้ความเห็นของกองคดีและพนักงานสอบสวนมาประกอบการพิจารณาในการสั่งคดี แต่ส่วนตัวยังยืนยันความเห็นเดิมของพนักงานสอบสวน ที่เห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องทั้ง 114 ราย ตามข้อกล่าวหาเดิม ซึ่งก็ได้ยืนยันไปในที่ประชุมแล้วในประเด็นนี้

 พล.ต.ท.สมยศ กล่าวอีกว่า ส่วนการยื่นขอเปลี่ยนหัวหน้าพนักงานสอบสวนนั้น ทางพล.ต.อ.วิเชียรได้ขอให้ตนทำหน้าที่ต่อ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในคดีนี้มากกว่าคนอื่น ดังนั้นเมื่อพล.ต.อ.วิเชียรไว้วางใจ ตนก็พร้อมที่ปฏิบัติตามคำสั่ง โดยพล.ต.อ.วิเชียรยังได้ให้กำลังใจและระบุว่า จะช่วยเหลือสนับสนุนในทุกเรื่อง เมื่อพล.ต.อ.วิเชียรให้ความสำคัญกับตนว่ามีความเหมาะสม ก็พร้อมที่จะมาทำหน้าที่

 เมื่อถามถึงกรอบระยะเวลาในการสรุปสำนวนส่งให้อัยการ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า สำนวนการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งขณะนี้สำนวนอยู่ที่ตร. โดยหลังจากนี้ก็ต้องขึ้นอยู่ว่า จะพิจารณาอย่างไร