
กก.สรรหาส.ว.ประชุมนัดแรกพิศิษฐ์โผล่
กก.สรรหา ส.ว. ประชุมนัดแรก พิศิษฐ์ โผล่เข้าร่วมประชุม แต่ต้องแห้ว เหตุป้องกันปัญหาภายหลัง ตั้ง ชัช ชลวร เป็นประธาน เผยที่ประชุมไม่รับปมส.ว.สรรหาต้องลาออกหรือไม่ ชี้ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ รับร่างพ.ร.บ.จังหวัดบึงกาฬ ส่งผลกระทบสรรหาส.ว. แต่ยังยึดรธน.ปี 5
(21ก.พ.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ประกอบด้วย นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. นายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายปานเทพ กล้าณรรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนายเกษม คมสัตย์ธรรม รองประธานศาลปกครองสูงสุด โดยเป็นการประชุมนัดแรกหลังส.ว.สรรหาหมดวาระไป 18 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยก่อนการประชุม นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ในฐานะรักษาการผู้ว่า สตง. ได้นำเอกสารและคำพิพากษาของศาลปกครองมาให้ กก.สรรหาด้วย เพื่อขอเข้าร่วมการประชุมเพื่อทำหน้าที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหา อย่างไรก็ตามกก.สรรหาได้มีการหารือนอกรอบถึงประเด็นดังกล่าวว่า นายพิศิษฐ์สามารถเข้าร่วมประชุมได้หรือไม่ ซึ่งการหารือได้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ปรากฏว่า นายพิศิษฐ์ได้เดินทางกลับทันทีโดยไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสรรหา จากนั้นคณะกรรมการสรรหาฯ ได้เริ่มประชุม โดยมีนายชัช ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการสรรหาส.ว. กล่าวภายหลังการประชุมว่า ก่อนการประชุมคณะกรรมการสรรหาส.ว.ได้มีการหารือในประเด็นกรณีนายพิศิษฐ์ จะสามารถใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานกรรมการการตรวจเงินแผ่นดินในการเข้าทำหน้าที่กรรมการสรรหาได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมและตัวนายพิศิษฐ์ก็เห็นว่า หากเข้าทำหน้าที่กรรมการสรรหาฯอาจเกิดข้อโต้แย้งในเรื่องของการใช้อำนาจตามมาในภายหลัง จึงเห็นร่วมกันว่านายพิศิษฐ์จะไม่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการสรรหา ซึ่งจะเป็นผลให้การสรรหาส.ว.ครั้งนี้มีกรรมการสรรหาส.ว.เพียง 6 คนเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 113 วรรคท้ายที่บัญญัติว่าในกรณีที่ไม่มีกรรมการในตำแหน่งใด หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ากรรมการที่เหลืออยู่นั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งให้คณะกรรมการสรรหาส.ว.ประกอบด้วย กรรมการที่เหลืออยู่ จากนั้นกรรมการสรรหาฯทั้ง 6 คนได้มีการประชุมและมีมติเห็นชอบให้นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นประธานกรรมการสรรหาส.ว.
นายสุทธิพล กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาประเด็นคุณสมบัติผู้ที่จะได้รับการสรรหาเป็นส.ว.ที่มีการหารือมาว่าจะต้องลาออกจากการเป็นส.ว.ปัจจุบันก่อนหรือไม่ โดยเห็นว่าเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา และไม่ได้มีการหารือว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นอำนาจในการพิจารณาขององค์กรใด อย่างไรก็ตามการสรรหาที่ผ่านมาหากมีการร้องเรียนจะเป็นใน 2 ลักษณะคือร้องเรียนว่ากระบวนการสรรหาไม่ชอบ ซึ่งก็มีระยะเวลาตามที่พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว.กำหนดไว้ และมีการร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติที่เป็นเหตุให้สิ้นสมาชิกภาพการเป็นส.ว. ซึ่งกกต.ก็จะดำเนินการตรวจสอบและเสนอเรื่องไปยังประธานวุฒิสภาตามมาตรา 91 หรือส.ว.จำนวนหนึ่งเข้าชื่อกัน เพื่อยื่นให้กับประธานวุฒิสภาเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ทั้งหมดเป็นกระบวนการหลังการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว แต่ในขณะที่จะเริ่มการสรรหานั้นและคณะกรรมการสรรหาเห็นว่าประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจ ในส่วนของกกต.ที่เป็นฝ่ายธุรการดำเนินการรับการลงทะเบียนพร้อมเสนอชื่อผู้เหมาะสมเป็นส.ว.หากมีองค์กรใดเสนอชื่อ ส.ว.ปัจจุบันที่ยังไม่ลาออก เข้ามาก็จะรับไว้และตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอน แต่ทั้งนี้ไม่อาจตอบได้ว่าการไม่ลาออกก่อนการเข้ารับการสรรหาเป็นส.ว.จะเป็นเหตุให้คณะกรรมการสรรหาแก้ปัญหาด้วยการไม่เลือกให้ผู้นั้นเป็นส.ว.หรือไม่
นายสุทธิพล ยังกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบกรณีร่างพ.ร.บ.การจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ.... ผ่านความเห็นชอบของสภาแล้ว และยอมรับว่าอาจส่งผลกำหนดจำนวนส.ว.สรรหา แต่เห็นว่าขณะนี้พ.ร.บ.ดังกล่าว ยังไม่มีผลใช้บังคับจึงให้ดำเนินการตามกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันไปก่อน ซึ่งหากพ.ร.บ.จัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ มีผลบังคับใช้เมื่อใดก็ต้องมีการปรับสัดส่วนของส.ว.สรรหาที่จากเดิมต้องสรรหา 74 คนเหลือสรรหาเพียง 73 คน เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีส.ว.ทั้งสิ้น 150 คน และให้แต่ละจังหวัดมีส.ว. 1 คน ดังนั้นเมื่อพ.ร.บ.บึงกาฬมีผลใช้บังคับก็ต้องมีส.ว.เลือกตั้ง 77 คน และส.ว.สรรหา 73 คน อย่างไรก็ตามการสรรหาส.ว.ในกรณีพ.ร.บ.บึงกาฬมีผลใช้บังคับจะลดสัดส่วนการสรรหาส.ว.จากภาคใดก็เป็นดุลยพินิจของคณะกรรมกรสรรหา เพราะที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีการวางหลักเกณฑ์ว่าจะต้องเลือกจากภาคนั้นเท่านั้นเท่านี้ แต่จะใช้จำนวนขององค์กรที่เข้าเสนอชื่อในแต่ละภาค หากภาคใดเสนอชื่อเข้ามามากก็จะเลือกภาคนั้นมาก
“ตามกรอบระยะเวลาในวันที่ 16 มี.ค.ซึ่งจะเป็นการประชุมคณะกรรมการสรรหานัดถัดไป กกต.ก็จะต้องส่งมอบรายชื่อองค์กรที่เสนอชื่อผู้เข้ารับการสรรหาและประวัติให้กับคณะกรรมการสรรหา ที่จะมีเวลาดำเนินการสรรหาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยจะต้องส่งรายชื่อผู้ที่จะได้รับการสรรหาเป็นส.ว.ไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาไม่เกินวันที่ 19 เม.ย. ซึ่งเราคิดว่าในช่วงเวลาที่กกต.เสนอชื่อให้คณะกรรมการสรรหาพ.ร.บ.จัดตั้งจังหวัดบังกาฬจะมีผลบังคับใช้แล้วตรงนั้นก็ดุลยพินิจของคณะกรรมการสรรหาที่จะพิจารณาในเรื่องสัดส่วนของการสรรหา ” นายสุทธิพล กล่าว
นายสุทธิพล กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาเพื่อช่วยกลั่นกรองของคณะกรรมการสรรหาในแต่ละภาค โดยภาควิชาการ มีเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธาน ภาครัฐ เลขาธิการป.ป.ช. ภาคเอกชน มีเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ภาควิชาชีพ รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และภาคอื่นๆ เลขาธิการกกต.เป็นประธาน และมีคณะอนุกรรมการประสานงานคณะกรรมการสรรหาแต่ละภาคด้วยอีก 1 ชุด



