
จี20ลุข้อตกลงแก้ไขเศรษฐกิจขาดสมดุล
ปารีส-ที่ประชุมจี 20 สรุปข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดดัชนีชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จีนโดดป้องประเด็นค่าเงินและดุลการค้าหวั่นถูกตะวันตกกดดันลอยตัวค่าเงินหยวนที่จะกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ขยายตัวร้อนแรงที่สุดในโลกปีนี้
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.พ.) ว่า การประชุมระดับรัฐมนตรีกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี 20) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในวันที่สองของการประชุมในประเด็นการกำหนดดัชนีชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างกัน
น.ส.คริสติน ลาการ์ด รัฐมนตรีกระทรวงการคลังฝรั่งเศสแถลงว่าที่ประชุมระดับรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกล่งกลุ่มจี 20 สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดดัชนีชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจากหนี้สินสาธารณะและการขาดดุลงบประมาณประเทศ ระดับเงินออมและปริมาณหนี้สินภาคเอกชน ดุลบัญชีเดินสะพัด หรือดุลการค้าระหว่างประเทศ ปริมาณสำรองเงินตราระหว่างประเทศ หรืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
จีนได้คัดค้านอย่างหนักในประเด็นค่าเงิน และดุลการค้าระหว่างประเทศเนื่องจากเกรงว่าชาติตะวันตกจะใช้เป็นข้ออ้างในการกดดันให้จีนปล่อยลอยตัวค่าเงินหยวน ทำให้ที่ประชุมต้องระบุในแถลงการณ์ว่าจะพิจารณาประเด็นดุลการค้าในภาพกว้าง โดยนำเอาปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายอื่นๆ ร่วมประกอบการพิจารณา
ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) พยากรณ์ว่าจีนจะยังคงมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อนแรงที่สุดในโลกในปี 2554 ถึง 9.6% ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะอยู่ในระดับ 35 ส่วน 17 ประเทศในยุโรปอยู่ที่ระดับ 1.5%
อย่างไรก็ตามจีนได้ลดความตึงเครียดกับสหรัฐโดยการประกาศนโยบายเพิ่มปริมาณสำรองเงินของธนาคารพาณิชย์เป็นครั้งที่ 8 ในรอบปี และแสดงทีท่าว่าจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทุกๆ 4 เดือนเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ค่าเงินหยวนเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ปรับตัวสู่ระดับ 6.5732 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2536 แต่สหรัฐและประเทศในยุโรปยังต้องการให้จีนปรับเพิ่มค่าเงินหยวนขึ้นไปอีกเพื่อแก้ไขปัญหาการได้เปรียบดุลการค้าเนื่องจากการส่งออกสินค้าของจีน
การกำหนดดัชนีชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหาหนทางแก้ไขความไม่สมดุลของดุลการค้าและค่าเงิน อันเป็นต้นเหตุของวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 และข้อตกลงที่ได้เป็นเพียงการกำหนดแนวทางในการลดสัดส่วนที่ไม่สมดุลของดัชนีชี้วัดเหล่านี้ และปูทางให้ไอเอ็มเอฟช่วยแนะนำทิศทางนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ ในช่วงครึ่งหลังของปี



