
"ดีเอสไอ"มึนปัญหาอายัด"ปาล์ม"วันหยุด
ภาวะขาดแคลนน้ำมันปาล์ม ที่ลุกลามไปจนน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว และน้ำมันทานตะวันอันตรธานหายไปจากชั้นวางของในซูเปอร์สโตร์ สถานการณ์ที่ไม่เคยประสบพบเจอเช่นนี้ ทำเอาพ่อค้าปาท่องโก๋ แม่ค้ากล้วยแขก ต้องตัดใจคว่ำกระทะ
ปัญหาปากท้อง ข้าวยากหมากแพง ที่นับวันจะยิ่งบั่นทอนเสถียรภาพและบานปลายถึงความเชื่อมั่นต่อ "รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
เช้าวันที่ 17 กุมภาพันธ์ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ต้องแทงหนังสือสั่งการให้ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) สืบสวนหาตัวการปั่นราคาและกักตุนน้ำมันปาล์ม
ด้วยความที่เป็นปัญหาเร่งด่วน ชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ในวันเดียวกันนั้น "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ มีคำสั่งตั้ง "พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์" รองอธิบดี เป็นหัวหน้าชุดสืบสวน และสั่งการให้ประชุมวางแผนการทำงานโดยไม่สนใจว่าจะเป็นวันหยุดต่อเนื่องกัน 3 วัน
โดยเช้าของ "วันมาฆบูชา" 18 กุมภาพันธ์ "ดีเอสไอ" ยกโขยงไปประชุมร่วมกับ "ฝ่ายกฎหมายของกรมการค้าภายใน" (คน.) ซึ่งท่าทีในวันนั้นก็ออกอาการของความไม่พร้อม โดย "ฝ่าย คน." ต้องการมากกว่าหนังสือสั่งการแผ่นเดียวของ "รองฯ สุเทพ"
ทาง "ดีเอสไอ" จึงต้องเรียกตัวทีมงานธุรการเพื่อขอออกเลขหนังสือราชการด่วน พิมพ์ "ด่วน" ส่งให้ "พ.ต.อ.ณรัชต์" ลงนามพร้อมส่งต่อให้ "คน." เพื่อสนธิกำลังในการตรวจค้นเอกสารจากโรงงานกลั่นน้ำมันที่ได้รับโควตาน้ำมันปาล์ม 3 หมื่นลิตรจากมาเลเซีย
โดย "ดีเอสไอ" ตั้งเป้าปูพรมเข้าค้นทั้ง 10 แห่งพร้อมกันเมื่อวันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์
แต่ด้วยความที่เป็น "วันหยุดราชการ" โรงงานแม้ไม่หยุดเดินเครื่องแต่คงไม่มี "ผู้บริหารระดับบิ๊ก" อยู่ให้ข้อมูล และ "คน." มีภารกิจต้องเร่งกระจายน้ำมันปาล์มออกจำหน่าย
ทำให้ส่งเจ้าพนักงานมาร่วมตรวจค้นได้เพียง 2 คน จึงกำหนดจุดเข้า 2 โรงงาน คือน้ำมันพืช "มรกต" กับ "ราชา"
ซึ่งโรงงานตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่ทางโรงกลั่นทีเอส ผู้ผลิตน้ำมันราชาอ้างว่าไม่มีผู้บริหารอยู่ให้ข้อมูล จึงไม่สะดวกเป็นอย่างยิ่ง ขอให้ติดต่อนัดหมายกันอีกครั้ง
จึงเหลือเพียงยี่ห้อ "มรกต" เท่านั้นที่พร้อมให้ "ดีเอสไอ" เข้าไปตรวจสอบ เมื่อเข้าไปตรวจสอบก็พบน้ำมันดิบแยกไขอยู่ในถังเก็บของ "มรกต" จำนวน 1,400 ตัน
"ดีเอสไอ" จึงขอความร่วมมือให้ "กรมการค้าภายใน" อายัดน้ำมันจำนวน 1,400 ตัน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องว่า สามารถคืนน้ำมันให้โรงงานได้หรือไม่ เนื่องจากสัญญาการนำเข้าน้ำมัน 3 หมื่นตัน ระบุว่าโรงงานที่ได้รับการจัดสรรต้องนำไปผลิตน้ำมันจุกฟ้า เพื่อกระจายการจำหน่ายให้ทั่วถึง
บรรยากาศความร่วมมือของฝ่ายราชการ เพื่อตรวจสอบขบวนการกักตุน และปั่นป่วนตลาดน้ำมันปาล์มดำเนินไปด้วยข้อติดขัดแต่ด้วยเหตุที่ "ดีเอสไอ" ไม่มีอำนาจสอบสวนตาม พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ทำให้ต้องสนธิกำลังกับ "พาณิชย์จังหวัด"
ดังนั้น อุปสรรคด่านแรกที่อายัดน้ำมันปาล์มไม่ได้ ไม่ใช่ประเด็นข้อกฎหมายหรือความถูกผิด แต่ติดขัดตรงที่ "บางหน่วยงาน" ใช้อำนาจอายัดจำกัดเฉพาะวันและเวลาราชการเท่านั้น!
รวมถึงข้อติดขัดที่ทำให้ฝ่ายโรงกลั่นมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเข้าตรวจค้น แต่ "ดีเอสไอ" ไม่ต้องการเปิดศึกรอบด้านจึงตัดสินใจกลับเข้าที่ตั้ง เพื่อวางแผนการสืบสวนใหม่ ซึ่ง "อธิบดีดีเอสไอ" ขีดเส้นให้ใช้เวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ เข้าตรวจสอบเอกสารให้ครบทั้ง 10 โรงกลั่น
จากนั้นจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ถึงโควตา การเปิดแอลซี และการจัดจำหน่าย เน้นเข้าตรวจตรงกลางทางแล้วตรวจสอบไล่ขึ้นไปว่าการได้มาและการจัดสรรโควตาเป็นอย่างไร มีพิรุธส่อฮั้วหรือไม่
รวมทั้งการตรวจสอบอักษรย่อ “ส” “พ” อยู่ในโฟกัสที่ต้องตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องจริงกับการป่วนตลาดน้ำมันปาล์มหรือไม่ จากนั้นจะค่อยๆ ตรวจสอบลงระดับล่างว่าการจัดจำหน่ายกระจายน้ำมันปาล์มเป็นอย่างไร
แม้ว่าการลงทุนลงแรงของ "ดีเอสไอ" ครั้งนี้จะไม่พบการกักตุนในส่วนของโรงกลั่น เพราะถ้าเดินเครื่องเต็มกำลังชั่วเพียงไม่กี่วันก็กลั่นและบรรจุขวดได้เกือบล้านลิตร
แต่อย่างน้อยๆ ปฏิบัติการตามล่าหาน้ำมันปาล์มเมื่อ "วันมาฆบูชา" ก็ส่งผลบุญให้น้ำมันปาล์มกลับเข้าสู่ตลาดอย่างคึกคักอีกครั้ง
บางบริษัทเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน เร่งจัดส่งโดยยอมส่งของก่อน เอกสารจะตามมาภายหลัง บางแห่งก็ผลิตกันเต็มสูบ สติกเกอร์ยี่ห้อน้ำมันบิดเบี้ยวไปบ้างแต่คุณภาพเต็มขวดเหมือนเดิม
ขณะที่ชั้นวางน้ำมันพืชในห้างบิ๊กซี โลตัส คาร์ฟูร์ และแม็คโคร มีน้ำมันปาล์มวางให้เลือกซื้อเต็มพิกัด ที่สำคัญมีให้เลือกซื้อกันเกือบครบทุกยี่ห้อ
แม้จะยังจำกัดจำนวนซื้อ 1 ขวด หรือไม่เกิน 2 ขวดต่อคน แต่เมื่อเห็นสินค้าผู้บริโภคก็ใจชื้น และคาดหวังให้สถานการณ์น้ำมันปาล์มกลับสู่ท้องตลาดตามสภาวะปกติ
ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย



