
"อนุกูล"เดินหน้าฟื้นอคส.รับหน้าที่สร้างสมดุลด้านราคา
ท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนนํ้ามันปาล์ม ฟันเฟืองหนึ่งซึ่งเป็นตัวกลางในการประสานการนําเข้านํ้ามันปาล์มจากมาเลเซียนั่นก็คือ องค์การคลังสินค้า (อคส.) ล่าสุดอยู่ในระหว่างการนําเข้านํ้ามันปาล์มลอตใหม่ 1.2 แสนตัน ที่คาดว่าจะเข้ามาถึงประเทศไทยภายในปลายเดือนกุมภาพัน
สําหรับ อคส. แล้วในช่วงที่ผ่านมาประสบกับปัญหา ทั้งขาดหัวเรือใหญ่มานาน มุ่งแต่การเป็นเครื่องมือของรัฐตามนโยบายแทรกแซงราคาข้าว ทําให้ขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีความคลางแคลงใจจากสังคมกรณีการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่หลังจากได้หัวเรือใหญ่เข้ามาขับเคลื่อนองค์กรแล้ว ก็ได้ประกาศแผนการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยมีเป้าหมายให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ภายในระยะเวลา 2 ปี
นายอนุกูล แต้มประเสริฐ ผู้อํานวยการ อคส. กล่าวว่า ลักษณะการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มในขณะนี้ ที่ อคส.เข้าไปเป็นตัวกลางประสานการนำเข้าน้ำมันปาล์มตามมติของคณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติ จะเป็นหนึ่งในธุรกิจใหม่ของเรา ซึ่งในระยะยาวหากทำอย่างจริงๆ จังๆ การคิดค่าธรรมเนียมการจัดการจะเป็นไปในเชิงธุรกิจมากขึ้น จากปัจจุบันคิดค่าธรรมเนียมเพียงลิตรละ 5 สตางค์เท่านั้น การนำเข้าน้ำมันปาล์ม 3 หมื่นตันในครั้งแรกมีค่าธรรมเนียมเพียง 1.5 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังน้อยมาก
"อคส. ถือเป็นหน่วยงานที่มีความคล่องตัวมากพอสมควร หากรัฐเห็นว่าจุดไหนที่เป็นปัญหาก็ให้เราเข้าไปแทรกแซง โดยจะเป็นสินค้าประเภทอื่นๆ ก็ได้ แต่ขณะนี้เราเริ่มที่ปาล์ม ซึ่งราคาภายในประเทศขณะนี้ค่อนข้างผันผวน อคส. ก็เข้าไปทำหน้าที่ในการสร้างความสมดุล ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน" นายอนุกูลกล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม อคส.จะไม่ได้เข้าไปแข่งขันกับภาคเอกชน แต่เราจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เป็นทั้งเรคกูเลเตอร์ และการเข้าไปแทรกแซงเพื่อให้เกิดความมีเสถียรภาพของราคา
สำหรับแผนธุรกิจขณะนี้ได้รับการอนุมัติในหลักการแล้ว และเตรียมที่จะส่งแผนดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งรูปแบบธุรกิจใหม่จะทำให้ อคส.เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่สามารถยืนอยู่ได้ในระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน และขณะนี้ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะยุบองค์กร เพราะ อคส. เป็นหน่วยงานเดียวของประเทศที่จะเข้าไปดูแลและสร้างความสมดุลของราคา ซึ่งไม่ใช่แค่สินค้าเกษตรเท่านั้น ยังหมายรวมไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภคด้วย
โดยที่ผ่านมารายได้ของ อคส.กว่า 90% มาจากการเข้าไปรับจำนำสินค้าเกษตรตามนโยบายรัฐ แต่จากการปรับโครงสร้างของแผนธุรกิจแล้ว รายได้หลักของ อคส. หรือราว 80% จะมาจากธุรกิจการบริการประชาชน ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่และจะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้แก่อคส.ต่อไป ส่วนที่เหลืออีก 20% เป็นรายได้ที่มาจากการรับจำนำสินค้าเกษตรตามนโยบายรัฐ
ธุรกิจหลักต่อไปนั้น เช่น เรามีศักยภาพในการพัฒนาธุรกิจข้าว ซึ่งที่ผ่านมา อคส. ทำโลจิสติกส์ข้าวส่งเข้าเรือนจำ รวมทั้งส่งอาหารสดเข้าเรือนจำ การขายข้าวให้หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงทางกองทัพ ซึ่งที่ผ่านมาเราทำอยู่แล้ว แต่จะต้องมีดูว่าจะสามารถปรับปรุงหรือต่อยอดอย่างไรเพื่อให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้เรา และสิ่งใหม่ๆ ที่จะได้เห็นในเร็วๆ นี้ก็คือการขายข้าวถุงอคส. ผ่านตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือเอเฟท หรือสินทรัพย์ที่เรามีอยู่แล้วจะนำมาสร้างให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบของคลังสินค้าได้อย่างไร ซึ่งจะเน้นไปที่สินค้าอุปโภคบริโภค และปัจจัยทางการเกษตร
หรืออย่างเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่กระทรวงพาณิชย์ดึงน้ำมันปาล์มจากลอตที่นำเข้ามา นำมากระจายและจำหน่ายเองนั้น อคส.ก็สามารถบริหารจัดการได้เพียงไม่นาน ซึ่งถือว่าอคส.มีความคล่องตัวพอสมควร
ตลอดจนการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ซึ่งจะเน้นไปที่เรื่องฟู้ดเซฟตี้โดยเฉพาะสินค้าอาหาร โดยเราจะเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรให้สินค้าเมื่อได้รับการสุ่มตรวจในบางส่วนแล้ว แต่สินค้าทั้งหมดจะต้องหมายถึงความมีมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น อคส.จะเป็นเหมือนผู้ที่เข้าไปบริการจัดการด้านขนส่ง แต่ก็รับประกันในเรื่องความปลอดภัยของอาหารที่จะได้มาตรฐานเหมือนกันทั้งหมด เพราะอคส.ดำเนินการในนามของรัฐ
"อคส.คือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการสินค้าเกษตรและอุปโภคบริโภค ซึ่งสินค้าบางชนิดเรามีความชำนาญมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ ดังนั้นการจะทำธุรกิจนี้เราจะต้องหาพันธมิตรที่มีความสามารถในเรื่องการตลาดเป็นหลัก โดยตลาดที่เราเน้นจะเป็นประเทศในเอเชียและอาเซียน ส่วนสินค้าหลักในเบื้องต้นก็น่าจะเป็นข้าว" นายอนุกูลกล่าวและว่า เกี่ยวกับธุรกิจใหม่นี้น่าจะมีความชัดเจนได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม หรือเมษายนปีนี้ แต่เนื่องจากเป็นกิจกรรมใหม่ จึงต้องค่อยๆ ปรับองค์กรให้มีแนวคิดใหม่
สำหรับแนวคิดการทำธุรกิจขายตรงนั้น จะเชื่อมโยงกับแนวคิดการฟื้นธุรกิจร้านค้ารายย่อยของอคส. หลังยุบกิจการไปนานกว่า 10 ปี โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างของแผน ซึ่งเวลาจะทำโครงการใดนั้นเราจะดำเนินการภายใต้แผนธุรกิจใน 3 เรื่องคือ การหาพันธมิตรร่วมลงทุนกับภาคเอกชน การพัฒนาระบบบริหารจัดการและระบบไอที
"หลักคิดของการฟื้นร้านค้ารายย่อยอคส.นั้น เราจะทำเป็นแบบโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ หมายถึงองค์กรในเชิงธุรกิจที่สร้างรายได้พอให้สามารถเลี้ยงตัวอยู่ได้ แต่ไม่ได้หวังกำไรสูงสุด คือจะเป็นธุรกิจที่ไม่ได้หวังกำไรสูงสุด แต่จะเน้นการค้าที่มีส่วนช่วยสังคม โดยจะขายสินค้าที่หลากหลาย แต่จะเน้นสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค ตลอดจนสินค้าชุมชนนั้นๆ เป็นหลัก" นายอนุกูลกล่าว
อย่างไรก็ตาม ร้านค้าแบบโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์นั้น อาจจะไม่จำเป็นจะต้องจัดตั้งเป็นร้านค้าเท่านั้น แต่อาจจะเป็นลักษณะของการรวมกลุ่มของชุมชนเป็นลักษณะของคลัสเตอร์ก็ได้ นอกจากนี้ การฟื้นร้านค้าย่อย อคส.นั้น จะเน้นเรื่องการตอบสนองให้แก่ชุมชนเป็นหลัก โดยไม่ได้แข่งขันกับธุรกิจร้านค้าปลีกเดิมที่มีอยู่เดิมแล้ว เพราะจะมีความแตกต่างกัน
นายอนุกูลกล่าวถึงเป้าหมายในการเข้ามาทำงานในอคส. ด้วยว่า ต้องการให้อคส.เป็นองค์กรที่เลี้ยงตัวได้ ภายใต้กลไกของกระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นเครื่องมือของรัฐในการสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน ตลอดจนการสร้างเสถียรภาพด้านราคาของสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าเกษตร ใช้ความคล่องตัวในเชิงธุรกิจเข้าไปสร้างกิจกรรมที่ลงไปสู่ผู้บริโภค และผู้ใช้ปลายทางให้ได้ประโยชน์สูงสุด



