ข่าว

ชี้4ปัจจัยหลักกดดันเงินเฟ้อแนะดูแลกลุ่มได้รับผลกระทบหนักสุด

ชี้4ปัจจัยหลักกดดันเงินเฟ้อแนะดูแลกลุ่มได้รับผลกระทบหนักสุด

21 ก.พ. 2554

นายบัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดมุมมองหัวข้อ "มองเศรษฐกิจโลก ส่องเศรษฐกิจไทย : มืดหรือสว่าง" ว่าภาพในระยะสั้นนั้น เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวอย่างแน่นอน

 แต่ยังไม่มีความสมดุลนัก เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น ยังคงอ่อนแอ ขณะที่เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ยังไปได้ดี ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้นำโดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีสัดส่วนต่อจีดีพีโลกเพียง 31% แต่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักซึ่งการฟื้นตัวยังไม่แข็งแกร่งมีสัดส่วนกว่า 60% ของจีดีพีโลก จึงนำไปสู่ความแตกต่างในเรื่องของทิศทางนโยบายการเงิน อัตราเงินเฟ้อ และกระแสเงินทุนไหลเข้าออก

 ความไม่สมดุลดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนในตลาดเกิดใหม่ เช่นประเทศไทย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นเพื่อดูแลแรงกดดันเงินเฟ้อที่มีมากขึ้นต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ประเทศในอุตฯ หลัก ยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้สร้างสภาพคล่องเข้ามาในระบบการเงินโลกมากมาย และก่อให้เกิดกระแสเงินทุนไหลเข้าในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งประเด็นนี้เห็นได้ชัดเจนเมื่อปีก่อนที่มีเงินทุนไหลเข้าในเอเชียจำนวนมาก จนราคาสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น และเงินแข็งค่า มาในปีนี้ความไม่สมดุลยังมีอยู่ ส่วนที่จะต่างกันออกไปคือมีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องนโยบาย ทิศทางอัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อ จึงเป็นนัยสำคัญต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าออกได้

 ประเด็นถัดมาคือจีน ได้แสดงความพร้อมในบทบาทการเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกอย่างสมฐานะมากขึ้น ทำให้ทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงต่อจากนี้ไป น่าจะขึ้นอยู่กับบทบาทและอิทธิพลของจีนมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากการขึ้นดอกเบี้ยของจีนครั้งล่าสุด ที่สร้างผลกระทบไปทั่วโลก

 ส่วนเรื่องที่สำคัญที่สุดในปีนี้คือ ความไม่ชัดเจนด้านนโยบายที่กำลังมีอยู่ กระทบต่อการทำงานของตลาดการเงินทำให้มีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ด้วย 3 ประเด็นคือ 1.เศรษฐกิจสหรัฐ โดยตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีขึ้นต่อเนื่อง แต่จะฟื้นตัวอย่างยั่งยืนหรือไม่ 2.การแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะยุโรป ซึ่งในปีนี้จะมีหนี้สาธารณะที่ครบกำหนดทำให้ต้องมีการยืดหนี้เดิม ต้องดูว่าจะมีความราบรื่นในการแก้ปัญหาหรือไม่ เพราะในด้านการคลังหมายถึงว่าจะต้องลดค่าใช้จ่ายและนำไปสู่เศรษฐกิจชะลอตัวลง ปีนี้จึงเป็นปีที่ท้าทายของรัฐบาลในยุโรป และคาดว่าน่าจะได้เห็นทิศทางที่ชัดเจนในเดือนเมษายนนี้

 3.เกี่ยวกับประเทศในกลุ่มเอเชียเอง โดยเฉพาะจีน จะมีนโยบายอย่างไรที่จะลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจต่อเนื่องจากที่ทำไป ส่วนประเทศอื่นๆ และไทย ดูว่ารัฐบาลจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วหรือไม่ เพื่อดูแลเงินเฟ้อ หรือหากมีเงินทุนไหลเข้ามามากๆ จะใช้วิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร

 "ตลาดไม่ชอบความไม่แน่นอน ทำให้มองว่าตลาดการเงินจะมีความผันผวนจนกว่าความไม่ชัดเจนด้านนโยบายจะหายไป กระแสเงินทุนไหลเข้าออกก็จะผันผวนไปด้วย เห็นได้ว่าเมื่อ 7-8 สัปดาห์ที่ผ่านมามีเงินทุนไหลออก หุ้นปรับตัวลดลง"

 อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือ แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวแล้ว คำถามคือจะทำอย่างไรที่จะให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และได้ตั้งข้อสังเกตในขณะนี้ว่า ในขณะที่รัฐบาลต่างๆ กำลังแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ภาคธุรกิจกลับห่วงปัญหาในระยะยาว ทำให้เกิดช่องว่างนี้ขึ้น จึงเป็นที่มาของความไม่เชื่อมั่นของนักธุรกิจตามมา อีกทั้งในระยะยาว เรื่องอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลผลิตมาจากสภาพคล่องจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร หากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ก็จะเป็นการบ่มเพาะปัญหาในอนาคตด้วยเช่นกัน

 สำหรับผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย นายบัณฑิต กล่าวว่า ประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ตามตัวเลขของ ธปท. อยู่ระหว่าง 3-5% ค่าเฉลี่ยที่ 4% ซึ่งด้านบนมีความเป็นไปได้หากมีเงินทุนไหลเข้ามาต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกันยังมีความเสี่ยงในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ตลอดจนความเชื่อมั่นและสถานการณ์การเมืองที่ปีนี้จะมีการเลือกตั้งใหญ่ นอกจากนี้ ในเรื่องเงินทุนไหลเข้าในปีนี้จะดูยากขึ้น เพราะจะขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจสหรัฐ การแก้ไขปัญหาหนี้ในยุโรป ซึ่งหากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว ยุโรปชัดเจน เงินทุนก็จะไหลออกไปทันที แต่หากยังไม่ฟื้นเงินทุนก็จะไหลเข้ามาในเอเชีย

 โดย "เงินเฟ้อ" คือโจทย์สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งขยับสูงขึ้นมาในช่วง 2-3 เดือนนี้ โดยมี 4 แรงขับเคลื่อนหลักที่กำลังทำงานและสร้างแรงกดดันให้ราคาสินค้าภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ 1.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะสร้างความต้องการด้านสินค้าและบริการมากขึ้น จนเป็นแรงกดดันต่อราคาสินค้าในประเทศ และอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้น 2.ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดโลกท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนล่าสุดปรับตัวสูงขึ้นแล้ว 8.5%
  
 3.สภาพคล่องที่มีอยู่ในระบบการเงินโลก ทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดล่วงหน้า เพื่อทำการประกันความเสี่ยง ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นในปีนี้ และ 4.ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น ตั้งแต่ต้นปีจนล่าสุดราคาปรับสูงขึ้นแล้ว 9.5%

 "ปัจจัยทั้ง 4 ข้อนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน แต่ 3 ใน 4 ข้อคือราคาอาหาร ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดล่วงหน้า และสภาพคล่องในระบบเป็นปัจจัยภายนอก ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หากเราไม่มีนโยบายควบคุมในเรื่องเหล่านี้ ก็จะกลับเข้ามาเป็นแรงกดดันภายในประเทศ ดังนั้นการดูแลปัญหาอาจไม่ง่ายนักจากปัญหาที่รุมเร้าจากภายนอก ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภค หรือเงินเฟ้อเมื่อเดือนมกราคมอยู่ที่ประมาณ 3% เงินเฟ้อพื้นฐาน 1.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่วัดจากดัชนีผู้ผลิตกลับเพิ่มขึ้น 6% คิดเป็น 2 เท่าของเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งเกิดจากนโยบายของภาครัฐที่พยายามเข้าไปอุดหนุนด้านราคา แต่จะเป็นมาตรการที่ทำได้ในระยะสั้นเท่านั้น เพราะต้องอาศัยเงินทุน เมื่อถึงจุดหนึ่งจะไม่สามารถอุดหนุนต่อไปได้ ราคาสินค้าก็จะปรับตัวขึ้นทันที" นายบัณฑิต กล่าว

 ดังนั้น การดูแลเงินเฟ้อจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายของการบริหารเศรษฐกิจในปีนี้ โดยจะกระทบต่อค่าครองชีพและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย การดำเนินนโยบายด้านอัตราดอกเบี้ยจึงต้องให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อ ซึ่งต้องอาศัยวิธีการในภาพรวมให้เหมาะสมและไม่ให้เกิดปัญา จึงต้องพยายามบริหารจัดการให้มีความสมดุล การดูแลประชาชนคงไม่ใช้วิธีอุดหนุนเป็นการทั่วไป แต่น่าจะมีเป้าหมายชัดเจนไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ไม่ใช่ให้ทุกคนภายใต้ราคาเดียวกัน นี่จึงเป็นปัญหาที่ท้าทาย