
วาทกรรม
สิ่งหนึ่งของการอภิปรายงบกลางปีที่หลายคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ ก็คือการอภิปรายของ คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วนจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีข่าวว่าทางพรรคต้นสังกัดวางตัวให้เป็นผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
หากฝ่ายค้านประสบความสำเร็จในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งน่าจะมีขึ้นในอีกไม่นานเกินรอนี้ ดังนั้น การอภิปรายของคุณมิ่งขวัญในครั้งนี้ จึงมีผลต่ออนาคตของคุณมิ่งขวัญเป็นอย่างมาก
แม้ภาพลักษณ์ของคุณมิ่งขวัญจะดูนุ่มนิ่ม ไม่ฉูดฉาดหรือมีสีสันเท่ากับคุณเฉลิม อยู่บำรุง แต่ต้องไม่ลืมว่าคุณมิ่งขวัญนั้นเป็นนักการตลาดและมีประสบการณ์ด้านการเป็นผู้บริหารในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้ง ได้ชื่อว่าเป็นมือประสานสิบทิศคนหนึ่ง ดังที่ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี เคยกล่าวถึงเหตุผลในการตัดสินใจเลือกคุณมิ่งขวัญ เป็นผู้อำนวยการ อสมท ในตอนนั้นไว้ว่า คุณมิ่งขวัญ ได้ตอบโจทย์ที่ยากมากๆ 3 ข้อของ อสมท ได้เข้าตากรรมการ ข้อแรกคือจะล้างหนี้ของ อสมท ด้วยการแปรรูปและนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ ข้อสองสามารถแก้ไขการบล็อกผังรายการของสถานีได้ เพราะตอนเป็นผู้บริหารธุรกิจเคยบล็อกผังรายการสถานีมาก่อน และข้อที่สามคือมีวิธีทวงหนี้จาก คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ค้างชำระอยู่
การอภิปรายงบประมาณกลางปีครั้งนี้ คุณมิ่งขวัญใช้ลีลาที่ตนเองถนัด คือนิ่มๆ เนิบๆ ประกอบสไลด์ด้วยภาษาที่ชาวบ้าน “เก็ต” ได้ง่าย และการแสดงตัวเลขต่างๆ เช่น การที่นายกฯ อภิสิทธิ์ใช้เวลา 2 ปี กู้หนี้ยืมสินเป็นสัดส่วนที่มากกว่า หนี้ที่นายกรัฐมนตรี 26 คน สร้างไว้ในช่วง 76 ปี ของระบอบประชาธิปไตยไทย หรือในปี 2555 คนไทยจะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ของประเทศ โดยไม่รวมเงินต้น เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท เป็นต้น
แม้ว่าผลการอภิปรายจะเป็นไปตามที่คาดการณ์กันไว้ล่วงหน้า เพราะเสียงของฝ่ายรัฐบาลยังคงแน่นปึ้ก แต่สิ่งที่สะดุดหูคนทั่วไปอย่างหนึ่ง คือคำพูดของคุณอภิสิทธิ์ที่กล่าวว่า การอภิปรายของคุณมิ่งขวัญ “ซุกซน” กับตัวเลข ทั้งนี้ เพราะคำว่าซุกซนนั้นใช้สำหรับเด็ก ดังนั้นคำพูดนี้จึงมีนัยที่แฝงเร้นว่า คุณอภิสิทธิ์ เห็นคุณมิ่งขวัญ เป็นแค่เด็กซนๆ คนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งหากคำพูดนี้เกิดติดหูติดปากคน ก็จะฉุดภาพลักษณ์ของคุณมิ่งขวัญ ให้ขาดความน่าเชื่อถือไปโดยปริยาย เหมือนเช่นที่คุณอภิสิทธิ์เคยเจอกับคำว่า “มาร์ค ม.7” มาแล้ว
จริงๆ แล้ว การเมืองไทยมีการใช้วลีหรือถ้อยคำดิสเครดิตคู่แข่งหรือคนที่กีดขวางวิถีทางทางการเมืองของตน มามากต่อมากแล้ว เช่น “ปรีดี...” “บรรหาร...” “จำลอง...” “บิ๊กจิ๋ว...” ซึ่งหลายๆ คำ ว่ากันว่ามีที่มาจากแถวๆ พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของไทยนี่เอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อฝ่ายหนึ่งพยายามที่จะเปิดมิติใหม่ทางการเมืองในการอภิปรายงบกลางปีในครั้งนี้โดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ และการแสดงเหตุผล อีกฝ่ายก็น่าจะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษและความเป็นปัญญาชน มากกว่าการเชือดเฉือนด้วยคารมที่คิดว่าคมคาย
การที่การดวลดาบของฝรั่งเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับกันในสมัยก่อน ก็เพราะเป็นการต่อสู้ที่มีศักดิ์ศรีและกล้าหาญของสุภาพบุรุษและลูกผู้ชาย ความตายด้วยคมดาบในการดวลดาบจึงเป็นความสง่างามทั้งผู้ชนะและผู้แพ้
ครับ อย่างน้อยก็สง่างามกว่าการใช้มีดโกนกรีดแหละครับ



