
เจรจาพหุภาคีกับเหลือง-แดง
ในที่สุดรัฐบาลไทยก็ต้องถูกผูกมัดความเมืองระหว่างประเทศเรื่องชายแดนเขมรเข้าไปสู่เวทีพหุภาคีจนได้ ไม่ว่านายกอภิสิทธิ์จะนับเลขได้เท่าไหร่ แต่ความจริงก็คือประเด็นยุทธศาสตร์ประเด็นนี้ก็ต้องมีประธานอาเซียนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอีกคนหนึ่ง
เอาน่ะ ถ้ามองเชิงบวกให้แก่ฝ่ายไทยพอจะพูดได้ว่างานนี้ไทยยังไม่ถึงขั้นเสียหายอะไร ยังเท่กว่าอินโดนีเซียตอนที่ต้องให้นานาชาติเข้าไปมีส่วนในการแก้ไขปัญหากับอาเจะห์และติมอร์ตะวันออก หรือฟิลิปปินส์ที่ต้องยอมให้มาเลเซียเข้าไปเป็นตัวกลางกับความขัดแย้งในมินดาเนา รัฐบาลก็เตรียมทำใจไว้เถอะว่าองค์กรระหว่างประเทศนั้นมายุ่งแน่ๆ ผลลัพธ์ที่ได้ในบั้นปลายก็อาจไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอย่างที่กลัวกันไว้
แต่สำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งการเมืองภายในประเทศเหล่านี้จะมีที่ว่างสำหรับพหุภาคีหรือไม่ ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงการแก้ความขัดแย้งในปลายด้ามขวาน ที่รัฐก็กำลังพยายามอย่างสุดฤทธิ์ไม่ให้ประเด็นนี้ขึ้นสู่กรอบพหุภาคี แต่จะพูดถึงความขัดแย้งกับคนเสื้อแดงคนเสื้อเหลืองที่รัฐบาลกำลังเลือกใช้วิธีปล่อยไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้จะทำยังไง จะทำตามข้อเรียกร้องก็ไม่ทำ จะขอให้สลายก็ไม่หยุด จะปราบปรามก็ไม่ไหว ประชาธิปัตย์จึงผ่อนปัญหาไปก่อน เดี๋ยวรัฐบาลก็ยุบสภาแล้ว ยุบก่อนที่สันติอโศกซึ่งนั่งทนบนถนนจะยุติการชุมนุมอย่างแน่นอนอยู่แล้ว คิดว่าถึงเวลานั้นม็อบคงจะสลายตัวชั่วคราว ไว้ตอนกลับมาเป็นรัฐบาลสมัยหน้าค่อยว่ากันใหม่
นั่นเป็นการปล่อยปัญหาให้เรื้อรัง ความแตกแยกลึกซึ้งไม่สิ้นสุด แม้จะเข้าใจความเดือดร้อนในหัวอกของคนเสื้อแดงที่พี่น้องของพวกเขาถูกสังหารไปร่วมร้อย และความช้ำใจของคนเสื้อเหลืองที่คิดว่าอธิปไตยของชาติต้องสูญเสีย แต่ก็เข้าใจเช่นกันว่าการที่รัฐบาลไม่ทำอะไรเลยกับการปิดถนนหรือเดินขบวนนั้นก็กัดกร่อนพลังอำนาจทุกด้านของชาติ และอาจเกิดอุบัติเหตุปึงปังได้ทุกเมื่อ ในเมื่อรัฐบาลไม่มีทางออกที่เหมาะควรก็ต้องให้คนนอกเข้ามาช่วยแก้ปัญหา หนทางที่เคยลองแล้วแต่ไม่ได้ผลก็คือ การดีเบตในสภาก็เป็นแค่การหาเสียงข้างใครข้างมัน การถกแถลงทวิภาคีออกทีวีก็เป็นการหาเสียงไม่หาทางออกเหมือนกัน การเดินสายของ พล.ต.สนั่นก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะบารมีไม่พอ
ถ้ารัฐบาลจะลดทิฐิลงนิดและคิดว่าคนนอกก็อาจนำมิติใหม่ๆ มาสู่การแก้ปัญหาได้ ก็อาจให้ไตรภาคีเข้ามาแก้ปัญหา โดยคนกลางที่เป็นกลุ่มก้อน เข้ามาช่วยเจรจาทางลับไม่ต้องโชว์ออกทีวี คนกลางจำนวนนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากเหลือง-แดงครบทุกคน แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นพวกเอียงรัฐในอวยชนิดที่เอ่ยชื่อออกมาแล้วต้องถอนหายใจเฮือก มีการแถลงผลความคืบหน้าเป็นระยะ นานเท่าไหร่ก็แล้วแต่การเจรจา แต่ในห้วงเวลานั้นก็จะมีสันติภาพในระดับหนึ่ง ความรู้สึกเกลียดชังกันน่าจะลดลง เช่นเดียวกับความรู้สึกสิ้นหวังอนาคตสังคมไทย



