ข่าว

 หมูไม่หนีน้ำร้อน

หมูไม่หนีน้ำร้อน

21 ก.พ. 2554

การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ตั้งแต่วันที่ 9-23 กุมภาพันธ์ ใน 7 เขตพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อสกัดกั้นการชุมนุมของทุกกลุ่มสี ดูเหมือนจะไร้ความหมาย

 กฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป สำหรับบ้านเมืองนี้

 กลุ่มผู้ชุมนุมยังออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง หลักๆ ก็กลุ่มพันธมิตรกับคนเสื้อแดง

 พันธมิตรปิดถนนแถวทำเนียบมานานหลายวัน ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงนัดมารวมกันเฉพาะกิจเคลื่อนตัวไปทั่วกรุงเทพฯ ไม่ต้องถามว่า คนเมืองเบื่อหน่ายแค่ไหน

 ทุกวันนี้จะเดินทางไปไหนต้องตรวจสอบก่อนว่า มีม็อบบนเส้นทางหรือเปล่า

 ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ยังไม่ได้โชว์ผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน มีแค่หมายเรียกบรรดาแกนนำ เดี๋ยวไปรับทราบข้อกล่าวหาเสร็จก็กลับไปชุมนุมต่อ

 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ก็ออกมาปกป้องตำรวจทำนองว่าดำเนินการได้ยาก

 สงสัยว่าบ้านเมืองนี้กฎหมายละเว้นกันได้ แล้ว พ.ร.บ.ความมั่นคงจะประกาศใช้ไปหาสวรรค์อะไร เสียบรรยากาศทั้งนักท่องเที่ยว การลงทุน สภาพบ้านเมืองทรุดโทรมลงเรื่อยๆ

 กฎหมายพิเศษไม่ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมกริ่งเกรงเลยแม้แต่น้อย

 รัฐบาลเองก็ดูจะหมดหนทางบริหารบ้านเมือง เพราะทุกเวทีม็อบไม่ว่าเสื้อเหลือง เสื้อแดง ต่างรุมด่าชนิดไร้เยื่อขาดใย

 บทบาทของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี เริ่มปรากฏชัดว่า ความเป็นผู้นำ ฝีไม้ลายมือ มีขนาดไหน ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จากศึกเพื่อนบ้านขณะนี้

 ยิ่งมาเจอปัญหายุคข้าวยากหมากแพง ยิ่งเห็นว่านักการเมืองไม่ได้ทำให้ประเทศเจริญขึ้น มีการกักตุนสินค้าหาผลประโยชน์เพื่อพวกพ้อง เพื่ออนาคตการเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึง

 การปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นไม่ได้ผลเพราะคนในรัฐบาล คนบังคับใช้กฎหมายเป็นเสียเอง

 องค์กรตำรวจก็เหลือคนทำงานอยู่ไม่มาก รอง ผบ.ตร.ผู้บริหารระดับต่างๆ ของ ตร.นิ่งเงียบหมด ว่างๆ ท่านนายกฯ ลองกระซิบถามว่าเกิดอะไรขึ้น แว่วว่าสภาวะใครบางคนเสียสมดุลไปหมดแล้ว

 ถ้าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเกิดปัญหา บ้านเมืองวุ่นวายไม่จบสิ้น ใครมีกำลังก็ไปเอาชัยชนะมา ผิดถูกไม่รู้ กลายเป็นมาตรฐานทางกฎหมายไม่เท่ากัน

 ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค "หมูไม่หนีน้ำร้อน" ไม่ใช่ไม่กลัว แต่ไม่หนีอีกด้วย!!