
"กองบิน7"ปรับโหมดสู่ไฮเทคเคลียร์รันเวย์รับ"กริพเพน"
ในที่สุดการรอคอยกว่า 4 ปีของคนไทยที่จะได้ยลโฉมเครื่องบินรบฝูงล่าสุดของกองทัพอากาศก็จะสิ้นสุดลงในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 เมื่อ "กริพเพน" 6 ลำแรกจะร่อนลงรันเวย์กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี ซึ่งถือเป็น "บ้านใหม่" ของเครื่องบินรบสัญชาติสวีเดน
ทว่า ก่อนที่กริพเพน (ครึ่ง) ฝูงแรกจะมาถึง พล.อ.ต.ชูชีพ แผ้วสมบุญ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ได้พาสื่อมวลชนไปดูความพร้อมของกองบิน 7 เพื่อให้ประจักษ์แก่สายตาว่า มีความพร้อมที่จะรับฝูงบินไฮเทคมูลค่าเฉียด 2 หมื่นล้านแค่ไหน
พล.อ.ท.วุฒิชัย คชาชีวะ รองเสนาธิการทหารอากาศ (รอง เสธ.ทอ.) หัวหน้าคณะทัวร์บ้านใหม่ของกริพเพน ชี้แจงถึงเหตุผลที่พาสื่อมาเยี่ยมชมกองบิน 7 ว่า เราพามาดูเพื่อให้ทราบว่าเงินที่ ทอ.นำไปจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน และซาบ เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างไร
แม้ว่าขณะนี้เราจะยังไม่มีข้อขัดแย้งทางชายแดนในด้านนี้ แต่เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือปกป้องอธิปไตย และรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล เช่น การคุ้มครองดูแลแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล ซึ่งบางจุดเป็น "พื้นที่ทับซ้อน" กับหลายประเทศ
"เราไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดข้อขัดแย้งขึ้นเมื่อใด ดังนั้น เมื่อกริพเพนกับซาบมาอยู่ที่กองบิน 7 พี่น้องชาวภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทย และทะเลอันดามันจะได้มีความอุ่นใจ รวมทั้งตามแนวชายแดนทางบกกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย" รอง เสธ.ทอ.กล่าว
น.อ.สฤษดิ์พร สุนทรกิจ ผู้บังคับการกองบิน 7 (ผบ.บน.7) ยอมรับว่า การบรรจุประจำการกริพเพนในครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายของกองทัพอากาศ และกองบิน 7 มาก เนื่องจากครั้งสุดท้ายที่เราซื้อเครื่องบิน คือเอฟ 5 และเอฟ 16 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่า 20-30 ปีแล้ว
"เครื่องเอฟ 5 กับกริพเพนมีเทคโนโลยีต่างกันถึง 30 กว่าปี จากเจเนอเรชั่น 3 เป็น 4.5 ซึ่งเราใช้เงินไปหลายร้อยล้านบาทในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การรักษาความปลอดภัย การฝึกอบรม และการพัฒนาด้านต่างๆ"
ตัวอย่างบางส่วนของ "ระบบกริพเพน" เพื่อให้เห็นภาพที่กองบิน 7 ต้องอัพเกรดตัวเองจากระบบ "อนาล็อก" มาสู่ "ดิจิทัล"
คือระบบ เมเทนแนนซ์ กราวด์ ซัพพอร์ต ซิสเต็ม เนื่องจากกริพเพนถูกออกแบบให้มี "เซ็นเซอร์" รอบเครื่องกว่า 2,000 จุด
เซ็นเซอร์แต่ละตัวจะเก็บข้อมูลการบินและข้อบกพร่องในแต่ละจุด เมื่อช่างนำคอมพิวเตอร์ดาวน์โหลดข้อมูลลงมาก็จะทราบได้ทันทีว่าเครื่องขัดข้องตรงจุดไหน และสามารถที่จะซ่อมบำรุงได้แทบจะทันทีที่เครื่องถึงพื้น
สำหรับการเยี่ยมชมกองบิน 7 ในครั้งนี้ เรายังได้รับโอกาสพิเศษสุดในฐานะ "ผู้โดยสารเครื่องบินซาบ" ชุดแรกของประเทศไทยด้วย โดยนักบินซาบพาเราเหินเวหาเหนืออ่าวไทย บินมุดเมฆไปดูแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติกลางทะเล เพื่อจำลองภารกิจจริงนานถึง 2 ชั่วโมง
จุดที่นับเป็นอีก "ไฮไลท์" ของทัวร์นี้ คือห้องมิชชั่น เทรนเนอร์ ซิสเต็ม ซึ่งติดตั้ง "ซิมูเลเตอร์" หรือ "เครื่องฝึกบินจำลอง" ของกริพเพนที่เสมือนจริงเกือบ 100%
แต่ที่เหมือนจริง 100% คือห้องนักบิน หรือ "คอกพิต" ที่ถอดแบบมาจากคอกพิตของกริพเพนทุกกระเบียดนิ้ว !!
อีกจุดที่สร้างความ "ทึ่ง" ให้เราได้มากก็คือ ระบบรักษาความปลอดภัยล้ำยุคเอามากๆ เพราะในหนังฝรั่งเราจะเห็นระบบสแกน "ลายนิ้วมือ" หรือ "ม่านตา"
แต่นั่นยังนับว่าเด็กๆ เมื่อเทียบกับที่นี่ เพราะห้องที่มีชั้นความลับมากๆ จะใช้ระบบ "สแกนเส้นเลือด" ซึ่งผู้การกองบิน 7 อธิบายว่า "ลายนิ้วมือสามารถปลอมแปลงหรือขโมยกันได้ แต่ลักษณะเส้นเลือดของแต่ละคน ไม่มีทางปลอมได้เด็ดขาด"
ตัวอย่างเสี้ยวเล็กๆ ในความไฮเทคของกริพเพนทำให้เราสงสัยว่า ฝูงบินเก่าแก่อย่างเอฟ 5 จะมีอนาคตอย่างไร ซึ่งผู้การกองบิน 7 บอกว่า เอฟ 5 จำนวน 12 เครื่อง จะถูกใช้ปฏิบัติภารกิจร่วมกันไปจนกว่ากริพเพนจะครบฝูงบิน คือ 12 เครื่อง
จากนั้นกองทัพอากาศมีแนวความคิดว่า จะนำเครื่องบินเอฟ 5 ของกองบิน 7 ไป "รวมฝูง" กับฝูงบิน 211 ที่ จ.อุบลราชธานี
น.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ผู้บังคับฝูงบิน 701 หรือ "ผู้ฝูงกริพเพน" คนแรก กล่าวถึงความพร้อมของนักบินกริพเพนว่า ในปี 2553 นักบินกริพเพน 4 คนแรกสำเร็จการฝึกไปแล้ว ขณะนี้ทุกคนกลับมาประจำการที่กองบิน 7 ส่วนนักบินอีก 6 คน จนจะบินไปฝึกที่สวีเดนเร็วๆ นี้
"ในการฝึกบินที่สวีเดน เราได้ฝึกบินในสภาพอากาศปิด ทั้งสภาวะที่มีหิมะตกหนัก มีหมอกลงจัด หรือกระทั่งฝนตกเหมือนประเทศไทย จึงมั่นใจว่า ในการปฏิบัติภารกิจจริงในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะไม่มีปัญหาแน่นอน" น.ท.จักรกฤษณ์ กล่าว
ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เสนาธิการทหารอากาศ (เสธ.ทอ.) ในฐานะประธานบริหารโครงการจัดซื้อเครื่องบินกริพเพนตอบข้อสงสัยที่ว่า เหตุใดการจัดซื้อกริพเพนของไทยจึงแพงกว่าประเทศอื่น
พล.อ.อ.ประจิน อธิบายว่า การจัดซื้อกริพเพนของแต่ละประเทศแตกต่างกันในรายละเอียด โดยเฉพาะระบบต่างๆ ซึ่งกองทัพอากาศไทยซื้อกริพเพนเฟส 1 จำนวน 6 ลำ โดยได้รับมอบเครื่องบินซาบ 340AEW 1 ลำ และเครื่องบินฝึกรุ่นซาบ 340B อีก 1 ลำ
นอกจากนี้ ยังมีระบบต่างๆ ที่มากับเครื่องบินด้วย เช่น "ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี" ระหว่างกริพเพน หรือเครื่องซาบ มายังระบบคอมมานด์คอนโทรลที่ภาคพื้น รวมทั้งจรวดโจมตีเรือผิวน้ำ RBS-15 และจรวดต่อสู้อากาศสู่อากาศ IRIS เป็นต้น
ที่สำคัญ คือระบบยังสามารถที่จะพัฒนาเชื่อมโยงกับ "กองทัพบก" และ"กองทัพเรือ" ในอนาคตได้อีกด้วย ขณะที่การจัดซื้อของประเทศอื่น เช่น เช็ก ฮังการี แอฟริกาใต้ ฯลฯ จะต่างออกไป
เช่น ของเช็กเป็นการ "เช่า" กริพเพนมีเวลาเช่า 10 ปี หากจะใช้ต่อก็จะต้องทำการเช่าต่อ ส่วนการฝึกก็ต้องมีค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะ ส่วนโรมาเนียจะซื้อเฉพาะตัวเครื่อง แลกกับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
"ดังนั้น การจัดซื้อของประเทศอื่นกับของไทยจึงมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งการเปรียบเทียบเครื่องบินจำนวนต่อจำนวน และนำมาหารกันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเปรียบเทียบไม่ได้ และค่าใช้จ่ายที่กองทัพอากาศดำเนินการนับว่าคุ้มค่าที่สุดแล้ว"
นั่นคือคำชี้แจงอีกรอบของ เสธ.ทอ. ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ และติดตามความคืบหน้าของกริพเพน ถึงประเทศสวีเดนมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา เพื่อยืนยันให้ประชาชนสบายใจได้ว่าภาษีทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไป จะไม่ถูกนำไปใช้โดยเปล่าประโยชน์แน่นอน
ทีมข่าวความมั่นคง



