
สื่อเขมรตีข่าวไทยเสริมรถถังกำลังพล
สื่อเขมรประโคมข่าวไทยเสริมรถถังและกำลังจาก 3 เหล่าทัพกว่า 10,000 คน ประชิดชายแดนเขมรจากพระวิหารถึง จ.ตราด นักท่องเที่ยวไทย เริ่มเดินทางไปนครวัด-นครทม ของกัมพูชา หลังกรุ๊ปทัวร์ยกเลิกมากว่า 10 วัน
เมื่อเช้าวันที่ 20 ก.พ. 54 หลัง จนท.ไทยและกัมพูชา เปิดด่านพรมแดนอรัญประเทศ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พ่อค้าแม่ค้าชาวเขมรนับหมื่นคนก็แห่ทะลักเข้ามาค้าขายในตลาดโรงเกลือ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของวันหยุดยาว 3 วัน เพื่อเร่งรีบเข้ามาเปิดร้านค้าในตลาดโรงเกลือ เนื่องจากในช่วง 2 วันที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาท่องเที่ยวในตลาดโรงเกลือ เป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องเร่งมาเปิดร้านค้าเพื่อขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย ทำให้บรรยากาศทั้งหน่าด่านพรมแดนอรัญประเทศ และในตลาดโรงเกลือ คึกคักเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะช่องตรวจขาออกด่าน ตม.อรัญประเทศ หน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ ซึ่งเคยเงียบเหงามานานหลายวันเริ่มกลับมาคึกคักเมื่อมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมากมายื่นหนังสือเดินทาง(พาสปอร์ต)เพื่อให้ จนท.ตม.ตรวจประทับตราเดินทางออกไปกัมพูชา จากการสอบถามทราบว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยจะเดินทางไปเที่ยวที่นครวัด-นครทม จ.เสียมราฐ ของกัมพูชา
พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ตม.สระแก้ว เปิดเผยว่า ขณะนี้จากสถานการณ์ทั่วไปบริเวณชายแดน จ.สระแก้ว และ จ.บันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา นับว่าสงบเรียบร้อย และความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคนกัมพูชา ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อีกทั้งคนไทยและกรุ๊ปทัวร์ต่างๆเริ่มมั่นใจในความปลอดภัยในกัมพูชา แล้ว ก็เริ่มมีกรุ๊ปทัวร์จัดทัวร์ท่องเที่ยวไปนครวัด-นครทม ของกัมพูชาได้นำลูกทัวร์เดินทางมาหลายคณะฯแล้ว
ขณะนี้บรรยากาศของการท่องเที่ยวไป จ.เสียมราฐของกัมพูชา ได้กลับมาแล้วกว่า 30 % หากสถานการณ์ยังสงบเรียบร้อยแบบนี้คาดสัปดาห์หน้าการท่องเที่ยวก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ส่วนทางด้านตลาดปอยเปต อ.โอวจโรว จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา บรรยากาศก็เข้าสู่ภาวะปกติประชาชนออกมาทำมาค้าขายกันอย่างเนืองแน่น และสินค้าจากไทยก็ยังสามารถส่งออกไปกัมพูชาผ่านด่านพรมแดนอรัญประเทศ เป็นปกติวันละกว่า 150 คันรถสิบล้อพ่วง โดยชาวเขมรเริ่มไม่สนใจปัญหาเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ขณะนี้เป็นเรื่องของการเมืองระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ที่จะต้องหาทางแก้ปัญหากัน และเริ่มไม่ใส่ใจหรือสนใจหนังสือพิมพ์กัมพูชา ที่ยังเสนอข่าวและประโคมข่าวว่าไทยได้เสริมกำลังทหารนับหมื่นพร้อมรถถังประชิดชายแดนเขมร
โดยหนังสือพิมพ์รัศมีกัมพูชา ฉบับประจำวันที่ 20 ก.พ. 54 ได้นำภาพรถถัง ซึ่งอ้างว่าเป็นกองทัพรถถังของประเทศไทย มาขึ้นหน้าหนึ่ง และพาดหัวข่าวกล่าวหาว่าไทยขนรถถังและเสริมกำลังจาก 3 เหล่าทัพ กว่า 1 หมื่นคน ประชิดชายแดนเขมร ตั้งแต่ จ.ศรีสะเกษ ถึง จ.ตราด โดยในเนื้อหาของข่าว น.ส.พ.รัศมีกัมพูชา อ้างเป็นคำกล่าวของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ว่าประเทศไทยได้เสริมกำลังทหารมาเป็นจำนวนมากประชิดชายแดนกัมพูชา มีทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ จำนวนกว่า 1 หมื่นคน และยังเสริมรถถังและยุทโธปกรณ์ทางการรบต่างๆ ซึ่งเป็นการโอ้อวดแสนยานุภาพทางทหารที่ไทยอ้างว่ามีมากกว่ากัมพูชา ซึ่ง การเสริมกำลังของไทยถือว่าเป็นการละเมิดมติของสหประชาชาติหรือ UNSC ที่ต้องการให้ไทยและกัมพูชา มีการหยุดยิงถาวร
การกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าไทยกระหายสงคราม จึงละเมิดมติของ UNSC และการที่ไทยเตรียมการพร้อมรบเช่นนี้ ก็เพื่อข่มขู่และกดดันกัมพูชา ก่อนที่จะมีการเจรจา ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ ประเทศอินโดนีเซีย และอาจไม่เป็นผลดีต่อไทยในการเจรจาในวันที่ 22 ก.พ. 54 นี้
การค้าชายแดนศรีสะเกษเข้าสู่ภาวะปกติ
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ประชาชนชาวไทยกัมพูชาทยอยข้ามพรมแดนไปมาหาสู่กัน ส่งผลการค้ากลับมามีชีวิตชีวาอีกรอบ ภายหลังการเจรจาหยุดยิงของผู้นำเหล่าทัพเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 54 ที่ฝั่งตรงกันข้าม ด่านถาวรช่องสะงำ ห่างชายแดนออกไปประมาณ1,200-1,500 เมตร ส่งผลวันหยุดยาววันมาฆบูชา มีพ่อค้า แม่ค้า ประชาชนประเทศกัมพูชา ประชาชนคนไทย พระสงฆ์มีความมั่นใจในสถานการณ์ไม่เกิดการปะทะกันอีก
ประกอบกับการหยุดปะทะกันของทหาร 2 ชาติ ที่ด่านชายแดนภูมะเขือ โดนอาวน์ อำเภอกันทรลักษ์ ก่อให้มีการเดินทางข้ามพรมแดน เข้าไปจับจ่ายซื้อหาสินค้าวัสดุอุปกรณ์เครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในวันหยุดยาว วันตลาดนัดวันอาทิตย์ตลาดไทยกัมพูชา ชาวกัมพูชานำสินค้าประเภทสินค้าของป่า เช่น เขียด เห็ดแห้ง ยอดหวาย ผักหวาน ขี้ไต้ กระบอง ชัน น้ำมันยาง ต้นหวายขนาดความยาว 3- 4 เมตร ขนาดเส้นรอบวง 1นิ้ว เพื่อนำจัดทำเครื่องเรือน ประเภทเฟอร์นิเจอร์ และมีรถสินค้าทั้งฝั่งไทย ฝั่งกัมพูชา นำเข้าทั้ง 2 ประเทศ ส่วนสินค้าฝั่งไทยที่ชาวกัมพูชาซื้อหาประกอบด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สบู่ ผงซักฟอก พืชผลไม้ทางการเกษตร แกลลอนสำหรับบรรจุน้ำดื่มช่วงฤดูแล้ง ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง รถบรรทุกขนถ่านสินค้าแลกเปลี่ยนกันที่ฝั่งไทย และกัมพูชา คาดเงินสะพัดสะงำนับ10 ล้านบาท หลังจากซบเซาค่อนเดือนที่ผ่านมา
นางออม สะเร ชาวบ้านกันดาร์ อำเภอบันทายศรี จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา กล่าวว่า หากเหตุการณ์สงบไม่มีการใช้กำลังปะทะกัน
ก็อย่างที่เห็นในวันนี้ประชาชนก็มีการไปมาหาสู่กัน เกิดการสร้างรายได้สู่ประชาชนทั้ง2 ประเทศ การใช้กำลังมีแต่เกิดความสูญเสียแก่บ้านเมืองไม่สงบสุข
นางถวิล สมเพชร อายุ 56 ปี ชาวบ้านตำนบดัด ตำบลตำนบดัด อำเภอตระเปียงประสาท จังหวัดอุดรมีชัย กล่าวว่า ไม่อยากให้เกิดการสู้รบกันเลยทั้งของฝั่งไทย ฝั่งกัมพูชา เพราะชาวบ้านเดือดร้อนทั้ง2 ประเทศ ประชาชนต้องพบกับความขาดแคลนทั้งอาหาร เครื่องดื่ม เกิดความอดอยากกัน เกิดความหวาดระแวง อยากให้เหตุการณ์ปกติเฉกเช่นวันนี้ นี่ก็เพิ่งกล้ากลับมาฝั่งไทยในวันนี้เอง ดีใจมาก ๆ ที่เหตุการณ์ร้ายยุติลงได้ในระดับหนึ่งแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าได้มีนักศึกษาระดับปริญญาตรี 10 คน ผู้หญิง 2 คน ผู้ชาย 8 คน ตรวจลงตราหนังสือทางเข้าประเทศไทย เพื่อเข้ารับการศึกษาที่วิทยาลัยพลศึกษาศรีสะเกษ เอกวิทยาศาสตร์การกีฬา แล้วเตรียมสอบเพื่อสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในเดือนมีนาคมนี้
นายเบียน บูลา นักศึกษาปริญญาตรีพลศึกษาวิทยาลัยพลศึกษาศรีสะเกษและเป็นกรรมการตัดสินกีฬาฟุตบอลตัดสินฟุตบอลนานาชาติ กล่าวว่า เป็นคนเมืองหลวงกัมพูชา เมืองพนมเปญ และเพื่อน ๆ อยู่เสียมราฐ 3 คน กลับจากฝึกงานในประเทศของตน เมื่อครบตามหลักสูตรกลับเข้าฝั่งไทย เพื่อไปสอบสำเร็จหลักสูตรการศึกษาในระดับปริญญาตรี ตนเองศึกษาอยู่ที่ประเทศไทยร่วม 4 ปี เมื่อจบหลักสูตรก็กลับไปรับราชการครูสอนระดับปริญญาตรี นำความรู้ไปตัดสินกีฬาฟุตบอล และสอนเด็กเยาวชนต่อไป



