
"ป.ป.ท.ทำงานแบบกองโจร"
คำพูดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระหว่างการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2554 วงเงิน 1 แสนล้านบาท ที่ยอมรับว่า ปัญหาเรื่องการทุจริตยังมีอยู่และเป็นเรื่องที่หนักใจ ก็แสดงให้เห็นว่าการทุจริตยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นแม้ว
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ถือเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการกระทำที่มีพฤติกรรมทุจริตของข้าราชการในระดับที่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกอง หรือต่ำกว่าระดับ 8 ว. (ชำนาญการพิเศษ)
ปัจจุบันมีหลายโครงการที่ ป.ป.ท.เข้าไปตรวจสอบตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ ป.ป.ท.เป็นกลไกเครื่องมือทางบริหารในการทำงาน เช่น ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินโครงการภัยพิบัติ หรือตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็ง และตรวจสอบจากผู้ส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามา
แต่ปัญหาของ ป.ป.ท.ในขณะนี้คือ ยังไม่มี “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ” หรือ “บอร์ด ป.ป.ท.” ที่มีอำนาจในการชี้มูลความผิดจากเรื่องต่างๆ หลังจากไปตรวจสอบ เนื่องจากขั้นตอนการแต่งตั้งบอร์ด ป.ป.ท.ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร
“อำพล วงศ์ศิริ” รักษาการเลขาธิการสำนักงาน ป.ป.ท. บอกว่า ป.ป.ท.ตั้งมาแล้ว 3 ปี รอบอร์ด ป.ป.ท. เพื่อให้มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องเรียนข้าราชการทุจริตประพฤติมิชอบตั้งแต่การตรวจสอบ สอบสวนและฟ้องร้องโดย ป.ป.ท.เอง แต่ขณะนี้เมื่อมีเรื่องร้องเรียนทำได้แค่สอบสวนเบื้องต้น และส่งต่อไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือบอร์ด ป.ป.ช.เป็นผู้ชี้มูลความผิด
“ขณะที่คดีข้าราชการทุจริตประพฤติมิชอบมีมากขึ้น ที่ตรวจพบทั้งการร่วมกับนายทุนออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบ การทุจริตงบภัยพิบัติ การทุจริตเรื่องการออกบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อสอบสวนเสร็จ ต้องส่งไปที่ป.ป.ช.ทำให้คดีล่าช้า เนื่องจาก ป.ป.ช.ก็มีคดีของตัวเองต้องพิจารณาเกือบหมื่นคดี 3 ปีที่ผ่านมาเหมือน ป.ป.ท.ไม่มีผลงาน ที่สำคัญคือขบวนการทำผิดยังลอยนวล"
ล่าสุด “อำพล” ได้รับแจ้งมาว่าในวันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ทางสภาผู้แทนราษฎรจะนำเรื่องการแต่งตั้งบอร์ด ป.ป.ท.เข้าสู่ที่ประชุมสภา แต่การนำเข้าสภาครั้งนี้อาจไม่เป็นไปอย่างที่คาด เนื่องจากก่อนหน้านี้ บอร์ด ป.ป.ท.เคยเข้าสู่สภามาแล้ว พร้อมกับส่งต่อไปยังวุฒิสภา แต่มีปัญหาเรื่ององค์ประชุมของสภาไม่ครบ ซึ่งอาจติดขัดข้อกฎหมาย จึงทำให้มีแนวโน้มว่าการนำเรื่องนี้เข้าสภาอีกครั้ง เพื่อให้สภาพิจารณาว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นกับมติที่สภาเคยผ่าน ถ้าไม่เห็นชอบ เรื่องนี้ก็จะตกไป จากนั้นก็จะเริ่มกระบวนการสรรหาบอร์ด ป.ป.ท.ตั้งแต่แรกใหม่อีกครั้ง !
ที่ผ่านมา 3 ปี ป.ป.ท.ได้ส่งเรื่องไปให้บอร์ด ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกว่า 400 เรื่อง เฉพาะปี 2553 ป.ป.ท.ทำงานและส่งเรื่องให้บอร์ด ป.ป.ช.ชี้มูลกว่า 200 เรื่อง เฉลี่ยส่งให้ ป.ป.ช.พิจารณากว่า 10 คดีต่อสัปดาห์
“เราได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยงาน ป.ป.ช. 99 คน โดยทางบอร์ด ป.ป.ช.ได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ท.เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่ไต่สวนเรื่องร้องเรียน ทำให้ ป.ป.ท.สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องมีบอร์ด ป.ป.ท. ถือเป็นช่องทางหนึ่งในการทำงาน” รักษาการเลขาธิการสำนักงาน ป.ป.ท. กล่าว
ส่วนอีกช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบเรื่องทุจริตเป็นคำสั่งจากฝ่ายบริหารโดย “นายกรัฐมนตรี” ใช้อำนาจในฐานะกำกับการบริหารราชการเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะ ป.ป.ท.เป็นเครื่องมือทางบริหารและให้คำปรึกษาแก่รัฐในการป้องกันการทุจริต เมื่อ ป.ป.ท.ตรวจสอบพบว่าทำผิดก็ส่งเรื่องให้หน่วยงานต้นสังกัดเพื่อเอาผิดทางวินัย หากผิดทางอาญาให้ส่งต่ออัยการเพื่อเอาผิดทางอาญาต่อไป
"การทำงานของ ป.ป.ท.มีการวางกลไกไม่ให้เกิดการทุจริต เราเหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง แต่ก็ต้องทำถ้าไม่นับหนึ่งก่อนก็ไม่มีสองไม่มีสาม มีการตั้งโครงการจังหวัดธรรมาภิบาล หากหัวหน้าหน่วยงานไหนไม่ทำเราก็จะส่งข้อมูลให้สื่อช่วยประจาน เพื่อให้กลับมาร่วมโครงการ เราต้องสืบสวนสอบสวนทุกกระทรวงทั่วประเทศ แต่มีอัตรากำลังทั้งหมดเพียง 257 คนเท่านั้น เราจึงต้องทำงานรบแบบกองโจร ตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษขึ้นมาโดยดึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาช่วยงานในบางคดี จึงอยากได้อัตรากำลังเพิ่มอย่างน้อย 100-150 อัตรา”
จากนี้ต้องจับตาดูว่านโยบายปราบปรามการทุจริตของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วนจะขับเคลื่อนเรื่องบอร์ด ป.ป.ท.จริงจังแค่ไหน ตราบใดองคาพยพของรัฐบาลไม่เร่งผ่านบอร์ด ป.ป.ท. การตรวจสอบการทุจริตก็จะ “บอด” ไปเรื่อยๆ
"มาช่วยทำให้คนเป็นคนดี"
ว่าที่ ร.ต.วัชรา บัวทอง ในฐานะเครือข่ายเยาวชนเฝ้าระวังภัยและปราบปราม พร้อมเพื่อนในเครือข่ายประมาณ 30 คน ได้มาร่วมงานสัมมนาภาครัฐและสื่อมวลชน ซึ่งจัดโดยสำนักงาน ป.ป.ท. ได้เล่าให้ฟังถึงการมาร่วมงานกับ ป.ป.ท. โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้
โดยเยาวชนกลุ่มจะเฝ้าระวังการกระทำผิดของสถานประกอบการ ผับ บาร์ มีสมาชิกประมาณ 300 คนทั่วประเทศ นอกจากนี้ “วัชรา” และสมาชิกทำงานให้แก่โครงการเฝ้าระวังภัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ ส.ส.ส. ซึ่งทำกิจกรรมเฝ้าระวังหลักอยู่แล้ว การมาทำงานร่วมกับ ป.ป.ท. ถือเป็นพันธมิตรการทำงาน
“สถานประกอบการบางแห่งไม่ให้ความร่วมมือ เมื่อแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บางครั้งก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือ เมื่อมาทำงานร่วมกับ ป.ป.ท. ถ้าพื้นที่ไหนไม่ให้ความร่วมมือ เราก็ส่งข้อมูลให้ทางป.ป.ท.ซึ่งมีอำนาจตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายไปบังคับการทำหน้าที่อีกทางหนึ่ง ทำให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพขึ้น เราก็ทำงานเป็นหูเป็นตาให้แก่ ป.ป.ท.อีกทาง”
"วัชรา" มองว่า การทุจริตในปัจจุบันเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่หาช่องทางช่วยตรวจสอบไม่ได้ การมาทำงานร่วมกับ ป.ป.ท.ถือว่าเป็นการช่วยทำให้คนเป็นคนดี



