ข่าว

"อลงกรณ์"หวังดันไทยเป็นฮับการค้า

"อลงกรณ์"หวังดันไทยเป็นฮับการค้า

19 ก.พ. 2554

"อลงกรณ์" เดินหน้าฟื้นดอนเมืองเป็นศูนย์แสดงสินค้าเอสเอ็มอี หวังดันไทยเป็นฮับด้านการค้า คาดได้ข้อสรุปด้านรูปแบบลงตัวภายในเดือนนี้ ก่อนชงหารือกับโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม อีกครั้ง

 นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าใช้พื้นที่ในสนามบินดอนเมืองเป็นศูนย์จำหน่ายและจัดแสดงสินค้าที่ผลิตจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ว่าจากการหารือกับนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนั้น เห็นด้วยในหลักการร่วมกัน แต่ต้องการทราบในรายละเอียดถึงขนาดการใช้พื้นที่ และวัตถุประสงค์ ซึ่งตนได้มอบหมายให้นายพงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ที่ปรึกษารมช.พาณิชย์ และประธานคณะทำงาน หารือร่วมกับนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมในรายละเอียดอีกครั้ง

 เบื้องต้นนั้น ได้มอบหมายให้คณะทำงานพิจารณาถึงรูปแบบการดำเนินงาน โดยจะใช้พื้นที่ดอนเมืองเป็นเสมือนโชว์รูมสินค้าเอสเอ็มอี และอีกส่วนจะเป็นเอ็กซิบิชั่นฮอลล์ สำหรับการจัดงานแสดงสินค้าทุกเดือน ส่วนค่าใช้จ่ายในระยะแรกทางภาครัฐจะต้องสนับสนุนให้มากที่สุด ส่วนความร่วมมือกับเอกชนนั้นจะเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐกับสถาบันการค้า เช่น สภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าไทย เป็นต้น

 "น่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้ จากนั้นจะนำผลศึกษาไปหารือกับรมว.คมนาคมอีกครั้ง ซึ่งทางคมนาคมและบริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ในฐานะเจ้าของพื้นที่จะเป็นผู้พิจารณาเรื่องค่าเช่าพื้นที่ต่อไป และผมเชื่อว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันภายในรัฐบาลชุดนี้ โดยจากข้อศึกษาเดิมของ ทอท.นั้นขนาดพื้นที่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 แสนตารางเมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่พอที่จะสามารถสร้างแรงดึงดูดให้ศูนย์การแสดงสินค้าแห่งนี้ได้" นายอลงกรณ์กล่าว

 ทั้งนี้ สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดคือโครงสร้างตลาดในการวางฐานะตัวเองให้เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทางการค้า ซึ่งจะต้องมีศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันกลุ่มเอสเอ็มอีก็ไม่มีโอกาสในการจัดแสดงสินค้าของตนเอง นอกจากนี้ นโยบายการส่งออกของไทยที่ผ่านมาหลายสิบปีเราจะเน้นการออกไปหาตลาด จึงเป็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพเท่านั้น ในครั้งนี้จะเน้นดึงผู้ซื้อ หรือบายเออร์ เข้ามา แต่ไทยจะต้องมีการจัดงานแฟร์ในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่องทุกเดือน จากนั้นก็จะสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสำนักงานใหญ่สำหรับกลุ่มบายเออร์ ซึ่งจะต้องมีมาตรการส่งเสริมต่อไป