
ฮุนเซนขุดหลุมล่อ"ไทย"ยื่อ4เงื่อนไข
การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย จึงเป็นที่จับจ้องของนานาชาติว่า กลุ่มประเทศอาเซียนจะสามารถแก้ไขวิกฤติข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ได้หรือไม่ เพราะการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่การ
โดยจะเป็นประชุมในระดับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย-กัมพูชา และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ที่ประชุมกันในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย-กัมพูชา
แต่การออกมาของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถือว่าไม่ธรรมดา แม้ว่าจะขอให้ไทยลงนามข้อตกลงหยุดยิงถาวร โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศหรือประธานอาเซียน เป็นสักขีพยาน
ซึ่งปัญหาในกัมพูชาก็ร้อนระอุ เพราะบรรดากลุ่มเอ็นจีโอไม่พอใจการบริหารของสมเด็จฮุน เซน และเป็นช่วงขาลง จึงปลุกระดมคนกัมพูชาให้มีความรักชาติ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วปัญหาต่างๆ น่าจะเปิดโต๊ะเจรจากันได้
และนี่ก็เป็นข้อเสนอ 4 ข้อของสมเด็จฮุน เซน สำหรับการทำความตกลงหยุดยิง ได้แก่ 1.กัมพูชาและไทย เห็นพ้องยุติการสู้รบอย่างถาวร จะไม่มีการขัดกันด้วยอาวุธกันอีกต่อไป
2.ห้ามเคลื่อนย้ายกองกำลัง ให้ทั้งสองฝ่ายคงกองกำลังในจุดเดิม เพื่อรอการแสวงหาข้อยุติเกี่ยวกับการวัดและปักปันเขตแดน 3.กัมพูชาและไทย จะส่งเสริมให้ผู้บัญชาการกองทัพของสองประเทศ เปิดการเจรจาปรับปรุงความร่วมมือ เพื่อทำให้สถานการณ์กลับไปยังสภาพก่อนวันที่ 15 กรกฎาคม 2551
และข้อ 4.กัมพูชาจะขอให้ประเทศอาเซียนช่วยควบคุมการหยุดยิง เพื่อรับประกันว่าข้อตกลงหยุดยิงจะถูกปฏิบัติใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถือว่ารัฐบาลกัมพูชา "ขุดหลุม" พร้อมกดดันให้รัฐบาลไทยยอมรับข้อตกลง ในขณะเดียวกันเรียกร้องนานาชาติให้เข้ามา “ตัดสิน” ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา
แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนประกอบที่ “รัฐบาล-กองทัพ” ต้องหาหนทางแก้ไขต่อไปด้วยรูปแบบต่างๆ ที่จะสามารถทำได้ในเวลาเพื่อลดโทนปัญหาความรุนแรงที่จะตามมาในอนาคต
จนทำให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ประกาศชัดเจนแล้วว่า การที่จะประกาศ “หยุดยิง” ของทั้งสองฝ่ายได้
จะต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจาพูดคุยกันเท่านั้น แต่ในเมื่อยังไม่ได้มีการพูดคุยกันปัญหาการปะทะกันก็คงจะต้องเกิดขึ้นต่อไปเนืองๆ อย่างนี้ และนั่นก็อาจจะเป็นชนวนเหตุที่อาจจะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
แม้แต่ พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ยังกล่าวว่า “รัฐบาลไทย-กัมพูชา” ยังไม่มีการขยับชัดเจนในเรื่องนี้ ซีกทหารก็ทำได้แค่เพียงติดตามสถานการณ์ และ ปกป้องอธิปไตยไปแบบนี้
แม้ว่าการออกมาประกาศของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ด้วยการขันอาสาจะเข้ามาร่วมสะสางปัญหาในครั้งนี้ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของอาเซียนที่ไม่ประสงค์การทำสงคราม ตามที่ สมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประกาศว่า กำลังทหารไทย-กัมพูชา ปะทะบริเวณพื้นที่ข้อพิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นการทำสงคราม
ส่วนเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บ่อยครั้ง ของทหารไทย-กัมพูชา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถือว่าเป็นฐานที่มั่นสำคัญทางยุทธศาสตร์ด้านการทหาร เป็นเส้นทางที่กัมพูชาต้องการชิงพื้นที่ เพื่อส่งกำลังบำรุงไปให้แก่กำลังทหารกัมพูชาที่อยู่บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร
เพราะเส้นทางที่มีการส่งกำลังบำรุงไปให้แก่ทหารกัมพูชาอยู่ในเวลานี้ค่อนข้างลำบากหากเทียบกับเส้นทางที่ทหารไทยใช้ส่งกำลังบำรุงไปให้แก่ทหารไทยที่ประจำตามยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะฐานปฏิบัติการบริเวณเขาสัตตโสม และบริเวณช่องตาเฒ่า ที่ถือว่าเป็นฐานปฏิบัติการที่สำคัญในการยึดครองเส้นทางหลักอยู่ในเวลานี้
“กำลังทหารกัมพูชาพยายามโจมตีฐานปฏิบัติการทางทหารของทหารไทยบริเวณดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา เพราะต้องการที่จะยึดพื้นที่เพื่อใช้เป็นเส้นทางในส่งกำลังบำรุงขึ้นไปให้แก่กำลังทหารกัมพูชาที่อยู่บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร จึงพยายามโจมตีฐานปฏิบัติการเกือบทุกวัน และเวลานี้กัมพูชาได้มีการสั่งเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่ ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งจะโจมตีฐานดังกล่าวให้ได้”
ทีมข่าวความมั่นคง
+++++++++



