
"จัตุมงคล"มองเผชิญเงินเฟ้ออีกนานแนะธปท.เปลี่ยนเป้าหมายดูเงินเฟ้อทั่วไปแทนพื้นฐาน
"จัตุมงคล" ชี้ต้องจับตามองเงินเฟ้ออีกหลายปี แนะธปท.ควรเปลี่ยนเป้าหมายมาดูเงินเฟ้อทั่วไปแทนเงินเฟ้อพื้นฐาน ต้องเอาราคาอาหารและน้ำมันเข้ามาคำนวณด้วย เพื่อสะท้อนความเป็นจริงมากกว่า ด้าน "ณรงค์ชัย" ระบุพัฒนาประเทศเข้มแข็งต้องมี 4 ปัจจัย
ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามองอีกระยะหนึ่ง และคงเป็นปัจจัยที่น่าห่วงไปอีกหลายปี เพราะที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ยังไม่ชิน หรือไม่ยอมรับกับสถานการณ์เงินเฟ้อในลักษณะนี้ ซึ่งการที่คนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูง ถือเป็นตัวเร่งหนึ่งเช่นกัน แต่หากสถานการณ์เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจและชินกับเรื่องดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ควรเปลี่ยนเป้าหมายจากที่เน้นดูเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นหลัก มาดูเงินเฟ้อทั่วไปเป็นหลัก เพราะถือเป็นตัวสะท้อนเงินเฟ้อที่ดีที่สุด ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่หรือแม้แต่ในต่างประเทศก็นิยมดูเงินเฟ้อทั่วไปมากกว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน โดยต่างชาติที่เคยมาประเมินก็บอกว่าควรเปลี่ยน แต่ขณะนั้นผู้ว่าการ ธปท. เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ๆ คงปรับเปลี่ยนไม่ทัน เพราะการกำหนดหรือตั้งดัชนีเป็นตัววัด ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา
"ผมเคยบอกแล้วว่า เราต้องนำราคาอาหารและน้ำมันเข้ามาพิจารณาด้วย เพราะว่าคนสนใจและตอนนี้ ก็เหลือเราประเทศเดียวในโลกที่ยังดูเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ แต่จริงๆ แล้วการบริหารงานต่างๆ เขาก็ดูทั้ง 2 อย่าง อยู่ที่ว่าในปีนั้นเราจะกำหนดเป้าหมายเป็นอะไรเท่านั้นเอง" ม.ร.ว.จัตุมงคลกล่าวและว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ ธปท. เคยบอกว่าหากจะเอาอาหารและน้ำมันด้วย มันคำนวณยาก ก็เลยบอกว่าถึงยากก็ต้องทำ ไม่ใช่เลือกที่ทำง่าย คือต้องเลือกที่ที่ดีสุดและพยายามทำมันให้ได้
สำหรับปัญหาการเมืองในประเทศจะฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือไม่นั้น ม.ร.ว.จัตุมงคลมองว่า ไม่น่าส่งผลกระทบ เพราะเห็นว่าการเมืองไทยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาด ประกอบกับการชุมนุมคงมีคนรวมตัวกันไม่ถึง 20 ล้านคน รวมทั้งโอกาสที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะรวมตัวเป็นกลุ่มเดียวกันคงเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ เศรษฐกิจประเทศไทยมีความกว้างขวาง กระจายอยู่ทุกภาค เมื่อปิดถนนเส้นเดียว เศรษฐกิจคงไม่หยุดแน่
ด้านนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) เอ็มเอฟซี กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่อจากนี้ไปจำเป็นต้องพึ่งการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภายในประเทศ และการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงต่อไปเพราะการพึ่งพิงการส่งออกนั้นก็มีส่วนรั่วไหลอยู่เช่นกัน
ทั้งนี้ ประเทศจะพัฒนาอย่างเข้มแข็งได้นั้น จะต้องประกอบด้วย 4 ปัจจัย ที่สำคัญ คือ 1.กรรมสิทธิ์ คนในสังคมต้องมีกรรมสิทธิ์ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ที่ดิน เป็นต้น เพื่อจะได้รักษาและสร้างประโยชน์จากกรรมสิทธิ์ที่มีอยู่นั้นต่อไป 2.ความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล 3.ตลาดเงิน-ตลาดทุนที่มีประสิทธิภาพ เป็นแหล่งระดมเงินออมของประเทศแล้วต้องนำเงินออมที่มีอยู่นั้นไปลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพด้วย และ 4. มีระบบสาธารณูปโภคที่ดี



