
ถกเขมร
จากการที่ผมได้ติดตามข่าวคราวความขัดแย้งระหว่าง ไทย กับ เขมร มายาวนาน จะว่ากันไปแล้วประเด็นขัดแย้งได้เกิดขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบน พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร เพราะ เขมร ยึดเอา แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 แต่ ไทย ถือเอาแนวเข
ยิ่งหากเปรียบนายกฯ “ไทย” กับ นายกฯ “เขมร” คือ “โอบามาร์ค” กับ “เตโชฮุนเซน” ในเวทีการเมืองทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ถือได้ว่าเป็น “มวยคนละรุ่น” ผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวมาแบบ “กระดูกคนละเบอร์” ทำให้ “ไทย” เป็นฝ่าย “ตั้งรับ” และเป็นฝ่าย “เสียเปรียบ” มาโดยตลอด
คงต้องยอมรับนะครับว่า “เขมร” สามารถใช้ทุกสถานการณ์ชิงความได้เปรียบ เป็นฝ่ายลงมือก่อนหนึ่งก้าวเสมอ จึงกำหนดทิศทางและชี้นำ“ไทย” อีกทั้งยังพยายามดึงเอาแนวทางแก้ไขปัญหาทาง “การทูต” มาเชื่อมโยงกับ “การทหาร” สอดรับกันอย่างกลมกลืนเป็น “เอกภาพ” กลยุทธ์ในลักษณะเป็นฝ่าย “ตั้งรับ” เช่นนี้ อย่างไรเสีย “ไทย” ก็แพ้วันยังค่ำครับ ถึงแม้จะ “ชนะศึก” ชายแดนแต่ก็ “แพ้อย่างหมดรูป” ใน “เวทีอาเซียน”
บน “เวทีโลก” ยิ่งเสียเปรียบหนักขึ้นอีก เพราะในสายตาประชาคมโลก “ไทย” เหมือน “พี่ใหญ่” ที่ “ได้เปรียบ” ในทุกๆ ด้าน ทำให้ภาพที่ออกมาเหมือนกับว่า “ไทย” กำลังรังแก “เขมร” ที่เปรียบเหมือน “เด็กที่อ่อนด้อย” กว่า ทั้งๆ “เด็ก” ที่ว่าคือ “เด็กโข่ง” แกล้งทำเป็น “ไร้เดียงสา” แต่แท้จริงแล้ว เป็น “เด็กเลี้ยงแกะ” ประเภท “สารพัดพิษ” พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบครับ
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่ “เขมร” พยายามยั่วยุทุกวิถีทางให้ “ไทย” ติดกับ ขยายความขัดแย้งจาก “ทวิภาคี” เป็น “พหุภาคี” โดยพยายามดึงเอา “อาเซียน” หรือ “สหประชาชาติ” ให้เข้ามาแทรกแซงเป็น “มือที่สาม” เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ผมขอเตือนสติท่านผู้อ่านครับว่าในประชาคม “อาเซียน” หา “มิตรแท้” ยากมากครับ เพราะส่วนใหญ่เป็นประเภท “หวังดีแต่ประสงค์ร้าย” หาก “เขมร” สามารถขยายความขัดแย้งจาก “ทวิภาคี” เป็น “พหุภาคี” ขึ้นมาได้ ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความไร้เดียงสาของ “โอบามาร์ค” ที่โดน “เตโชฮุนเซน” สอนมวยให้คน “ไทย” ได้เจ็บใจไปอีกระลอกหนึ่งครับ
หากจะถกกันจริงๆ ให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทย” กับ “เขมร” ต้องเปิดใจให้กว้างครับ แต่ผมมองว่าเป็นเรื่องของ “ผลประโยชน์” ล้วนๆ เพียงแต่ลากเอาปัญหาความขัดแย้งของ “พื้นที่ทับซ้อน” มาเป็นประเด็นเพื่อ “เปิดแผล” เท่านั้น จากการที่ผมได้มีโอกาสลงไปในพื้นที่บริเวณชายแดน ชาวบ้านตลอดแนวชายแดน “ไทย-เขมร” ล้วนเป็นเครือญาติที่เกี่ยวข้องดองกัน พูดภาษาพื้นถิ่นเดียวกัน มีการเดินทางไปมาหาสู่กัน จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าครับที่ทั้งประชาชนคน “ไทย” และ “เขมร” นับหมื่นชีวิตเหล่านี้ต้องมารับเคราะห์ เพราะการเล่น “การเมืองแบบไร้จริยธรรม” ของใครบางคนของคนบางกลุ่ม ทั้งที่ “กรุงเทพฯ” และที่ “พนมเปญ”
คงต้องยอมรับนะครับว่าคงไม่ใช่ความบังเอิญที่กลุ่มคนไทย 7 คน เข้าไปใน “พื้นที่พิพาท” แล้วถูกทหาร “เขมร” จับ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการกระตุ้นให้สถานการณ์ความขัดแย้งสุกงอมมากยิ่งขึ้น และมีเป้าหมายชัดเจนคือ “การล้มรัฐบาล” หรือเปลี่ยนตัว “นายกรัฐมนตรี” อันอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของอำนาจครั้งใหญ่ รวมทั้งการเปิดช่องให้มีการออกกฎหมาย “นิรโทษกรรม” แก่คนที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาลงอาญาแผ่นดิน
ในใจลึกๆ ผมเชื่อว่าปัญหาความขัดแย้งของ “ไทย”- “เขมร” สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก หากมีความจริงใจ ปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น ผมมองว่าเป็นเพียง “กระสุนทดสอบ” อีกครั้ง ของ “เตโชฮุนเซน” เพื่อลอง “ขว้างหินถามทาง” ต่อความเป็น “เอกภาพ” ของรัฐบาล “ไทย” และกองทัพ “ไทย” และเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วว่าได้เปรียบ “กระสุนจริง” ก็จะตามมาเป็นระลอกอีกหลายชุด ก็คงต้องเตรียมตัวรับมือให้ดีครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



