ข่าว

"ไม่เคยคิดเป็นนักการเมือง"

"ไม่เคยคิดเป็นนักการเมือง"

18 ก.พ. 2554

การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2554 วงเงิน 1 แสนล้านบาท ดูไปก็คล้ายการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพียงแต่ครั้งนี้มี "ส.ส." ฝ่ายรัฐบาลมาร่วมอภิปรายสนับสนุนการทำงานของ "คณะรัฐมนตรี" และมีการประท้วงการอภิปรายของ "ฝ่ายค้าน" ในบาง

 การอภิปรายในครั้งนี้แม้ว่า "ผู้นำ" การอภิปรายไม่ใช่ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่าสีสันโวหารก็ยังเป็น "สารวัตรเหลิม" คนเดิม

 ถือเป็นการยืนยันคำที่ "สารวัตรเหลิม" ที่จะไม่ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่จะอภิปรายเรื่องอื่นแทน

  ดังนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของ "พรรคเพื่อไทย" นำโดย "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" ส.ส.สัดส่วน ที่ได้รับมอบหมายเป็น "หัวหน้าทีม" ถือว่าเป็นหน้าที่หนักสำหรับ "มิ่งขวัญ"

 เพราะจะพิสูจน์ว่า "มิ่งขวัญ" จะนำทัพในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไปถึงจุดหมายและเข้าตาประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน

 ระหว่างที่ "ฝ่ายค้าน" เสร็จศึกอภิปรายงบประมาณและเตรียมพร้อมศึกอภิปราย "วุฒิสภา" ก็เตรียมล่ารายชื่อ 1 ใน 3 หรือ 50 คน เพื่อยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติด้วยเช่นกัน

 ขณะที่ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ "ส.ว.สรรหา" จะพ้นวาระการดำรงแหน่งจำนวน 74 คน

 อาจมีบางคนไม่ประสงค์ลาออก เพราะไม่ต้องการลาออกเพื่อเข้าสู่กระบวนการสรรหาเพื่อกลับเข้ามาเป็นส.ว.สรรหาอีกครั้ง

 แต่หลังจากนี้ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือการพ้นวาระของ "ประสพสุข บุญเดช" เพราะเป็น "ส.ว.สรรหา" และดำรงตำแหน่ง "ประธานวุฒิสภา" อีกหนึ่งตำแหน่งด้วย

 ก่อนหน้านี้มีส.ว.จำนวนหนึ่งได้พยายามทวงสัญญาการทำหน้าที่ "ประธานวุฒิสภา" โดยอ้างว่า "ประสพสุข" เคยสัญญาจะอยู่ในตำแหน่งเพียง 2 ปี แต่ผ่านมา 3 ปี จนถึงขณะนี้เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งใกล้พ้นวาระความเป็นส.ว.สรรหา "ประสพสุข" ก็ยังอยู่บนเก้าอี้ประธานวุฒิสภาไม่มีทีท่าจะลาออก

 ขณะที่ "ประสพสุข" ก็ขอรอให้บ้านเมืองสงบก่อน แต่เมื่อกระแสเรียกร้องเริ่มดังขึ้นในการประชุมวุฒิสภานัดแรกของสมัยประชุมสามัญทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา จึงมีสมาชิกนำเรื่องเก้าอี้ "ประธานวุฒิสภา" เข้าหารือทันที

 และผลการลงคะแนนปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ให้ "ประสพสุข" อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อด้วยคะแนน 53 ต่อ 9 งดออกเสียง 13

 หลังจากมติดังกล่าวทำให้ "ประสพสุข" ประกาศอย่างมั่นใจว่า จะไม่ลาออกก่อนหมดวาระ และจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนครบวาระการดำรงตำแหน่ง ส.ว.สรรหาในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ จากนั้นจะรักษาการในตำแหน่ง "ประธานวุฒิสภา" ต่อไปจนกว่าจะมี ส.ว.สรรหาชุดใหม่ 74 คน เข้ารายงานตัวทำหน้าที่ ประมาณเดือนเมษายน 2554

 ก่อนหน้านี้มี ส.ว.จำนวนหนึ่งเข้าพบ "ประสพสุข"  และขอร้องให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะได้ส.ว.สรรหาชุดใหม่กลับเข้ามาทำหน้า เพราะตามกฎหมายได้บังคับให้สรรหาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

 ที่สำคัญมีส.ว.หลายคนเป็นห่วงเรื่องเก้าอี้ "ประธานวุฒิสภา" หาก "ประสพสุข" ลาออกระหว่างนี้หากมีการเลือกตั้งแทน จะทำให้ "ส.ว.สรรหา" ที่ลาออกเพื่อเข้าสู่กระบวนการสรรหาเพื่อกลับเข้ามาเป็นส.ว.อีกครั้งจะเสียเปรียบ

 เพราะหลังจากที่ส.ว.สรรหาลาออกไปแล้วจะไม่มีตัวแทนของ "ส.ว.สรรหา" ได้รับการเสนอชื่อเพื่อชิงตำแหน่ง "ประธานวุฒิสภา-รองประธานวุฒิสภา" จึงมีส.ว.สรรหาหลายคนเรียกร้องให้มีการเลือก "ประธานวุฒิสภา" หลังจาก "ส.ว.สรรหา" ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แล้ว

 ดังนั้นเมื่อ "ประสพสุข" ตัดสินใจไม่ลาออกและจะอยู่จนกว่าจะมี ส.ว.สรรหาชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ จึงไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องตำแหน่ง "ประธานและรองประธานวุฒิสภา"

 สำหรับ "ประสพสุข" หลังจากพ้นตำแหน่งไปแล้วได้ตัดสินใจไปเป็น "อาจารย์" สอนหนังสือให้ความรู้ด้านกฎหมายตามถนัด เพราะในชีวิต ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาอยู่ในแวดวงการเมืองเมื่อได้รับเลือกมาเป็นส.ว.ก็คิดว่าคงได้เป็น ส.ว.ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่คิดว่าจะมาทำหน้าที่ "ประธาน"

 "ประสพสุข" เล่าถึงชีวิตประจำวันหลังเข้ามาเป็นส.ว.ต้องปรับตัวอย่างมาก เพราะการเป็นผู้พิพากษาไม่ชอบพูดคุยกับสมาชิก จะคุยปรึกษาหารือเฉพาะเรื่องงาน หรือคดีความเท่านั้น แต่เมื่อมาเป็นส.ว.ต้องปรับตัวใหม่ กว่าจะเดินถึงห้องทำงานต้องเจอสมาชิกเข้ามาทักทาย สื่อมวลชนมาขอสัมภาษณ์ ดังนั้นทุกวันต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

 "สมัยเป็นผู้พิพากษาไม่ค่อยสนใจข่าวการเมือง แต่ตอนนี้ต้องอ่านข่าวเกือบทุกข่าว เพื่อให้รู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองไปกันถึงไหนแล้ว เพราะบางเรื่องเกี่ยวโยงกับการทำหน้าที่ด้วย นอกจากนี้ก็ต้องพยายามจำชื่อสมาชิกแต่ละคน โดยพยายามหาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคนเพื่อจำให้ได้ว่าใครชื่ออะไร เมื่อก่อนเวลานักข่าวมาสัมภาษณ์ก็จะเกร็งบ้าง แต่ตอนนี้มองเห็นนักข่าวเป็นเหมือนนักศึกษาที่สอน เวลาตอบคำถามก็เหมือนกับการให้ความรู้" ประธานวุฒิสภา กล่าว

 "ประสพสุข" ย้ำปิดท้ายอีกครั้งว่า จะไม่กลับมาในแวดวงการเมืองอีก ปล่อยให้คนอื่นที่มีฝีมือเข้ามาทำหน้าที่บ้าง และการเป็นส.ว.ก็ไม่มีอำนาจเต็มที่จะไปสั่งใครให้ทำอะไรเหมือนศาลได้ เปรียบเป็นยักษ์ไม่มีกระบอง ก็ไม่มีประโยชน์

 สมถวิล เทพสวัสดิ์