
ล็อกหัวโจก...โจรเรียกค่าไถ่
ตำรวจแกะรอยแก๊งคนร้ายอุ้มเรียกค่าไถ่ "สมชาย แสงมณี" ลูกชายเจ้าของร้านขายลูกชิ้นปลาชื่อดัง ย่านดอนเมือง จนสามารถรวบตัวคนร้ายได้ 3 ราย แต่ "วิเชียร สวัสดี" หัวหน้าแก๊ง และแฟนสาวยังหลบหนีการจับกุมนั้น ล่าสุดทั้งสองถูกรวบตัวแล้วขณะกำลังนั่งกินข้าวฆ่าเวลาในกา
หลังจากคนร้ายก่อเหตุเพียง 4 วัน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปรึกษา (สบ 10) รรท.ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ทวิชชาติ พละศักดิ์ ผบก.สส.ภ.1 และ พ.ต.อ.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผกก.สภ.คูคต พร้อมชุดสืบสวน พยายามแกะรอยจากพฤติกรรมการเบิกถอนเงินสดออกจากตู้เอทีเอ็มของคนร้ายกลุ่มนี้ จนสามารถจับกุมคนร้าย คือ นายสุนทร ลาภโสภา นายธวัชชัย ช้างต่อ และ นางสายพิณ ลื่นกลาง แต่หลบหนีไปได้อีก 2 คน คือ นายวิเชียร สวัสดี อายุ 35 ปี และ น.ส.เปรมฤดี วงศ์อภิรักษ์ อายุ 24 ปี โดยที่ "ตัวประกัน" ถูกปล่อยตัวออกแล้วอย่างปลอดภัย
เมื่อพลิกแฟ้มประวัติอาชญากรรมของนายวิเชียรพบว่า เมื่อปี 2542 ถูกจับคดียาเสพติด ปี 2545 ถูกจับยาเสพติดกว่าหมื่นเม็ด ในพื้นที่ สภ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา แต่แหกหักห้องขังหลบหนีออกไป จนกระทั่งในปี 2548 ถูกจับในคดียาบ้า 200 เม็ด เงินสดกว่า 1 ล้านบาท อาวุธปืน 5 กระบอก พร้อมรถยนต์อีก 7 คัน แต่ได้วางแผนให้เพื่อนร่วมแก๊งบุกชิงตัวออกจากเรือนจำจังหวัดนนทบุรี
ส่วนในปี 2552 นายวิเชียร ร่วมกับพวกปลอมเป็นตำรวจจับกุมเหยื่ออ้างว่าพัวพันยาเสพติด โดยปล้นรถกระบะโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ พร้อมเงินสด 4 แสนบาทในพื้นที่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี ปี 2553 ก่อเหตุทำนองเดียวกันในพื้นที่ อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี และ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ได้เงินสดรวมกว่า 1 ล้านบาท และวันที่ 12 และวันที่ 23 มิถุนายน 2553 ร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มคู่อริเสียชีวิตในพื้นที่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา และล่าสุดมาก่อเหตุอุ้มเรียกค่าไถ่ลูกชายเจ้าของร้านขายลูกชิ้นปลาชื่อดัง
การสืบสวนแกะรอยนายวิเชียร และน.ส.เปรมฤดี จำเป็นต้องเร่งไล่ล่าอย่างเร่งด่วน ด้วยการนำพฤติการณ์การก่อเหตุ รวมถึงขั้นตอนการประทุษกรรมของคนร้ายที่จับก่อนหน้านี้ทั้งหมด โดยเฉพาะการโอนเงินเข้าไปยังธนาคารพาณิชย์ 2 ธนาคาร โดยก่อนถูกจับกุม นางสายพิณโอนเงินจากตู้เอทีเอ็มธนาคารแห่งหนึ่ง 3 หมื่นบาทไปยังบัญชีของ น.ส.เปรมฤดี ซึ่งบัญชีนี้กำลังทำรายการถอนเงินกว่า 2 แสนบาทอยู่ที่ตู้เอทีเอ็มแห่งหนึ่ง
ขณะที่ น.ส.เปรมฤดี กำลังทำรายการหน้าตู้เอทีเอ็ม กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพของเธอและนายวิเชียรอย่างชัดเจน และเมื่อชุดสืบสวนนำข้อมูล น.ส.เปรมฤดี มาตรวจสอบจนกระทั่งพบว่า เคยพักอาศัยอยู่ที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว กรุงเทพฯ ชุดสืบสวนจึงนำกำลังไปเพื่อตรวจสอบ และได้พบเห็นรถยนต์ต้องสงสัยคันหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหาย จอดเปลี่ยนยางอยู่ที่ร้านยางร้านหนึ่งบริเวณปากซอยลาดพร้าว 136
ชุดสืบสวนจึงเข้าไปตรวจสอบรถยนต์คันดังกล่าว และเห็นชายหญิงคู่หนึ่ง กำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ในละแวกนั้น พอเห็นชุดสืบสวน ทั้งสองคนพยายามหลบหนีเข้าไปในซอย ซึ่งเป็นที่ตั้งของอพาร์ตเมนต์ แต่สุดท้ายถูกควบคุมตัวไว้ได้ เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นนายวิเชียร และ น.ส.เปรมฤดี จึงควบคุมตัวมาสอบสวนพร้อมขยายผล จนกระทั่งตรวจค้นพบอาวุธปืนสงครามพร้อมเครื่องกระสุนจำนวนมาก และอาวุธปืนพกสั้นพร้อมเครื่องกระสุน นอกจากนี้ยังพบเครื่องแต่งกายเลียนแบบตำรวจและบัตรประจำตัวตำรวจปลอมอีกด้วย
นายวิเชียรรับสารภาพว่า เป็นผู้ก่อเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยที่ น.ส.เปรมฤดี ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงแต่ให้เป็นคนเปิดบัญชี เพื่อให้ใช้จ่ายเงิน เพราะตัวเองมีหมายจับอยู่ ส่วนวิธีการก่อเหตุนั้น จะเลือกเหยื่อที่หมายตาไว้ โดยมีทีมงานสะกดรอยการใช้จ่ายเงิน การแต่งรถยนต์หรู และสภาพความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน แล้วคาดการณ์ว่าเหยื่อน่าจะพัวพันเกี่ยวกับยาเสพติด จึงร่วมกับพวกลงมือก่อเหตุ โดยอ้างว่าเป็นตำรวจ ตำแหน่งสารวัตร ส่วนลูกน้องเป็นชั้นประทวน หากเหยื่อที่เคยมีประวัติพัวพันยาเสพติด มักจะจ่ายเงินสดหรือทรัพย์สินให้เอง เพราะเข้าใจว่าเป็นตำรวจจริงๆ หากไม่มีส่วนพัวพันยาเสพติดก็จะยัดยาเสพติดพร้อมเรียกค่าไถ่



