
ไตรรงค์พบฮุนเซนมุ่งสานสัมพันธ์การค้า
ไทยเดินหน้าสานสัมพันธ์การค้ากับเขมร เป็นครั้งแรกหลังเกิดปัญหาตามแนวชายแดนรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะข้าราชการระดับสูงและภาคเอกชน เยือนกัมพูชา เพื่อกระชับความสัมพันธ์การค้า ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาท
ไทยและกัมพูชาตัดสินใจเดินหน้ากระชับความส้มพันธ์ทางการค้าต่อเนื่อง แม้ว่าทั้งสองชาติจะยังคงมีปัญหาความขัดแย้งและความตึงเครียดตามแนวชายแดน โดยเช้าวันนี้ (17ก.พ.) นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าเยี่ยมคารวะ สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อเป็นการยืนยันว่าปัญหาความขัดแย้งในเรื่องเขตแดน ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศ ร้อยละ 68.3 หรือกว่า 55,000 ล้านบาท เป็นการค้าที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ซึ่งมีผลต่อการครองชีพ และการกินดีอยู่ดีของประชาชนทั้งไทยและกัมพูชานับล้านคน
นายไตรรงค์ระบุว่า สมเด็จฮุนเซนได้แสดงความดีใจที่คณะรองนายกฯและรัฐมนตรีจากไทยได้มาเยือนครั้งนี้ โดยได้กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนบริเวณเขาพระวิหารว่าไม่ต้องการให้ปัญหานี้ขยายพื้นที่ออกไป พร้อมย้ำว่าต้องการให้ความสัมพันธ์ 2 ชาติเป็นเช่นเดิม และต้องการแก้ไขปัญหาตามคำแนะนำของ unsc ที่ให้ทั้งสองชาติหยุดยิงถาวรและเจราระดับทวิภาคี แต่ควรมีสักขีพยานในการหารือ ซึ่งได้ฝากเรื่องนี้ไปยังนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่ามีเจตนารมย์ที่จะแก้ปัญหาให้ลุล่วง ไม่ต้องการเห็นสงครามคำพูดระหว่างกัน ซึ่งก็ได้ตอบไปว่าทางรัฐบาลไทยระวังคำพูดอยู่แล้วแต่กลุ่มอื่นเราไม่สามารควบคุมได้ ส่วนเรื่องการค้าทั้งสองฝ่ายต้องการพัฒนาการค้าระหว่างกันมากขึ้นหลังจากที่ผ่านมามีการชะลอตัวจากปัญหาเศรษฐกิจโลกเรื่องชายแดนก็ไม่มีเหตุผลที่จะทะเลาะกันต่อไป ควรกลับมาเป็นพี่น้องกัน และแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน เรื่องความขัดแย้งชายแดนควรหาหลักหมุดร่วมกัน ซึ่งการเยือนกัมพูชาครั้งนี้ รองนายกฯไตรรงค์ยังได้นำผลไม้ทุเรียนซึ่งเป็นของโปรดสมเด็จฮุน เซ็นมาฝากด้วย
นายไตรรงค์ กล่าวต่อว่า ในปี 2553 ไทยกับกัมพูชา มีมูลค่าการค้ารวม 81,129 ล้านบาท สำหรับมูลค่าการค้าในปี 2554 น่าจะใกล้เคียงกับเมื่อปี 2553 แต่อาจได้รับผลกระทบกรณีเงินบาทแข็งค่า เพราะกัมพูชาใช้เงินดอลล่าร์สหรัฐในการทำธุรกรรมทางการเงินสูงถึงร้อยละ 90 แม้จะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองแต่ถ้าไม่มีมาตรการปิดจุดผ่านแดนถาวร หรือจุดผ่อนปรนทางการค้า ก็ไม่น่าจะมีปัจจัย ที่ทำให้มูลค่าการค้าลดลง ซึ่งกัมพูชาเองก็พยายามควบคุมไม่ให้ปัญหาพิพาทส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดน เพราะตระหนักดีว่าจะทำให้ชาวกัมพูชาประสบความยากลำบากในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้าง เช่นน้ำมันเชื้อเพลิง ปูนซีเมนต์ และน้ำตาลทราย และยังคงต้องการให้ไทยเพิ่มการลงทุนในกัมพูชา โดยเฉพาะการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก จากปัจจุบันที่ไทยนำเข้าเฉพาะสินค้าเกษตรที่ยังไม่แปรรูป โดยกัมพูชาเสนอว่า ไทยจะได้ประโยชน์จากการที่สหภาพยุโรปให้สิทธิพิเศษทางภาษีร้อยละ 0
ด้าน สมเด็จฮุนเซนนายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวยืนยันรับรองความปลอดภัยให้กับกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนจากประเทศไทยที่เข้ามาทำมาค้าขายในกัมพูชา พร้อมระบุจะจำกัดความขัดแย้งให้อยู่ในเขตพื้นที่ชายแดนเท่านั้น และทั้งสองชาติจะยังคงค้าขายร่วมกันตามปกติ
ทั้งนี้ ไทยกับกัมพูชามีพรมแดนติดต่อกันเป็นระยะทาง 803 กิโลเมตร ทางจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราดของไทย กับจังหวัดพระวิหาร อุดรมีชัย บันเตียเมียนเจย พระตะบอง กรุงไพลิน โพธิสัตย์ และเกาะกง ของกัมพูชา มีจุดผ่านแดนถาวรระหว่างกัน 6 จุด และจุดผ่อนปรนอีก 8 จุด ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 ของกัมพูชา รองจากสหรัฐอเมริกา ในขณะที่กัมพูชาเป็นคู่ ค้าลำดับที่ 27 ของไทยในโลก และอันดับ 8 ของไทยในกลุ่มอาเซียน
ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส ซึ่งบรรยากาศในการพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่น สมเด็จฮุนเซนได้แสดงความดีใจรัฐมนตรีจากไทยได้มาเยือนครั้งนี้ โดยได้กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนบริเวณเขาพระวิหารโดยไม่ต้อง การให้ ปัญหานี้ขยายพื้นที่ออกไป และ ต้องการให้ความสัมพันธ์เป็นเช่นเดิม โดยต้องการแก้ไขปัญหาตั้งใจแก้ตามคำแนะนำของ unsc ที่ ให้หยุดยิงถาวรและเจราระดับทวิ แต่ควรมีสักขีพยานในการหารือ โดย เรื่องชายแดนไม่มีเหตุผลที่จะทะเลาะกันต่อไป ควรกลับมาเป็นพี่น้องกันดีกว่าา และแสวงหาประโยชน์ร่วมกันดีกว่า ซึ่งเรื่องความขัดแย้งชายแดนควรหาหลักหมุดร่วมกัน
นายวิทยา สุขชมทอง ผู้ประกอบการไทยในพนมเปญ ยอมรับว่ามีความกังวลใจเรื่องความปลอดภัย หลังไทย-กัมพูชาเกิดเหตุปะทะกันตามแนวชายแดน ซึ่งทำให้พวกเขาต้องติดตามสถานการณ์และติดต่อกับสถานทูตไทยอย่างใกล้ชิด แต่เรื่องความปลอดภัยยังไม่น่าหนักใจเท่ากับการที่สินค้าไทยขายยากขึ้น แม้จะเป็นความรู้สึกต่อต้านสินค้าไทยจากชาวกัมพูชากลุ่มเล็กๆและเป็นเพียงช่วงสั้น แต่ก็อยากให้รัฐบาลเดินหน้าทำให้ความสัมพันธ์ สองชาติกลับมาเป็นมิตรกันเหมือนเดิม เพราะขณะนี้มีสินค้าจากจีนและเวียดนามพยายามเข้ามาตีตลาด แม้สินค้าไทยจะมีจุดแข็งด้านคุณภาพ แต่หากยังทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่แบบนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อสินค้าไทยอย่างแน่นอน
ด้านนายคิม นอแระ ผู้จัดการทั่วไป บ.ซีพี ชาวกัมพูชา กล่าวว่าบริษัทซีพีที่ใช้ชื่อ C.P. Cambodia เพื่อกันธุรกิจให้ออกห่างจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ พยายามสร้างภาพพจน์ว่าการลงทุนจากไทยนั้นช่วยสร้างเศรษฐกิจและสร้างงานให้ชาวกัมพูชา โดยในบริษัทซีพีแคมโบเดียมีการจ้างแรงงานชาวกัมพูชาถึงกว่าร้อย 90 ประกอบกับมีฐานการผลิตอยู่ในกัมพูชา ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุความขัดแย้งไทย-กัมพูชาครั้งนี้ อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่ซีพีที่ไม่กล้าประกาศชื่อว่าเป็นบริษัทของคนไทย แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ที่มาลงทุนที่พนมเปญก็ใช้ชื่อว่า Cambodia Commercial Bank เช่นกัน นอกจากนี้คนกัมพูชายังมั่นใจในสินค้าของไทย เนื่องจากเป็นสินค้าไทยมีคุณภาพ



